ครั้งนี้มาดูของต่างชาติกันบ้าง โดยเริ่มจาก Esso มีจำนวนสาขา 739 แห่ง ได้มีการปรับปรุงรูปลักษณ์สถานีบริการใหม่ให้ทันสมัยมากขึ้น ปรับปรุงห้องน้ำให้มีความสวยงาม สะอาด
อีกทั้งใช้โมเดลในการหาพันธมิตร ในส่วนของร้านสะดวกซื้อได้พาร์ทเนอร์กับทาง Lotus go fresh, Lawsons และFamilyMart ร้านอาหารได้เป็นพันธมิตรกับ Burger King, McDonald's, KFC รวมไปถึงร้านกาแฟมี Starbuck, Rabika Coffee, Grand Coffee Boy, D'Oro, Coffee Jouney และศูนย์บริการ Mobil1 Center, Bosch, B-Quik, Car-Lack, Wizard และสิ้นปี 2564 Esso มีจำนวนบัตรสมาชิก Esso Smiles 3.5 ล้านราย
และอีกเจ้า Shell มีสถานีบริการน้ำมัน 679 แห่งทั่วประเทศ มีทั้งลงทุนเองและแฟรนไชส์ เน้นการเปิดให้บริการในพื้นที่สำคัญ อย่างใจกลางเมือง
ปัจจุบันมีร้านสะดวกซื้อ Shell Select ีร้านจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อมร มและร้านกาแฟ ที่เปลี่ยนจาก Deli Café ปรับใหม่เป็น เชลล์ คาเฟ่ ส่วนีร้านอาหารและเครื่องดื่มอื่นๆ ก็มีเพิ่มมากขึ้น เช่น D'Oro, Burger King, McDonald's, Bonchon, FuFu Mind, มุมกะเพรา มีศูนย์บริการ Shell Helix Plus และบัตรสมาชิกของ Shell คือ Shell Club Smart ไว้สำหรับการสะสมคะแนน
และมีเรื่อง Contactless Payment การจ่ายไร้สัมผัสในปั๊มน้ำมัน ทั้งรูปแบบ คิวอาร์ พร้อมเพย์ และการชำระเงินแบบแตะเพื่อจ่าย (Tap & Go) มีการขยายบริการออนไลน์ทำงานกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Shopee ในการสั่งซื้อแพ็คเกจเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องอีกด้วย
นี่จึงทำให้เห็นว่าการทำธุรกิจปั๊มน้ำมัน นอกจากคุณภาพของน้ำมันที่ทำให้ผู้ใช้รถอยากแวะเติมแล้ว ความสะดวกครบครันทันสมัยอื่นๆ ก็ช่วยให้มีโอกาสทางการแข่งขันสูงกว่า เพราะสามารถตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี