สำหรับองค์ประกอบของรีเทลนั้นจะประกอบไปด้วยร้านอาหารที่มีกว่า 80 ร้าน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของ รีเทลทั้งหมด โดยจะเป็นดิลิเวอรี่ ฮับของย่านนี้ ที่เหลือจะเป็นแฟชั่น 20% เครื่องสำอาง 20% และอื่นๆ อย่างไอที ธุรกิจบริการ และเบ็ดเตล็ด โดยมีแบรนด์ใหญ่เข้ามาเปิดในศูนย์ไม่ว่าจะเป็น Beautrium ที่เข้ามาเปิดคอนเซ็ปต์สโตร์ หรือร้านมิสเตอร์ ดี.ไอ วาย. เป็นต้น
“เราพบว่ากลุ่มที่เข้ามาใช้บริการในไอคอนสยาม 56% เป็นกลุ่มระดับ A และ B อายุ 31-50 ปี มาใช้บริการ เดือนละ 2-3 ครั้ง ทำให้ยังมีช่องว่างที่เป็นกลุ่มลูกค้าระดับแมสอีก 44% ที่ไอคอนสยามไม่สามารถรองรับได้ โครงการไอซีเอส จึงเกิดขึ้นมาเพื่อนเติมเต็มในส่วนดังกล่าว โดยจำนวนครัวเรือนในย่านนี้มีมากถึง 8 แสนครัวเรือน หรือคิดเป็นจำนวนประชากร 1.7 ล้านคน ซึ่งจะเป็นกำลังซื้อที่ดีที่เข้ามาช่วยในการเติมเต็มในครั้งนี้”
สุพจน์ บอกอีกว่า มองเห็นเทรนด์จากช่วงของการระบาดของโควิด-19 ที่ไอคอนสยามสามารถสร้างตัวเลขการเติบ โตได้ค่อนข้างดี แม้กลุ่มลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยวจะหายไป แต่ก็ถูกทดแทนด้วยกลุ่มลูกค้าชาวไทยที่เป็น Loyal Customer โดยกลุ่มนี้จะมาใช้บริการในไอคอนสยามเฉลี่ย 2- 3 ครั้งต่อเดือน ทำให้ตัวเลขคนหมุนเวียนในศูนย์เพิ่มขึ้นเป็น 80,000 – 100,000 คนต่อวัน ขณะที่ยอดเงินหมุนเวียนในช่วง 7 เดือนแรก มีออกมาถึง 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขการเติบโตที่ดีกว่า ช่องก่อนการเกิดโควิดเสียอีก ทำให้เรามองถึงการต่อยอดมาที่ไอซีเอสที่จะสร้างกลุ่มลูกค้าโลคอลให้เป็น Loyal Customer
“นั่นคือเหตุผลที่เราดึงโลตัสเข้ามาเปิดในศูนย์ด้วยสโตร์คอนเซ็ปต์ใหม่ เพราะโลตัส เป็นร้านค้าปลีกที่ ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าค่อนข้างกว้าง ขณะเดียวกัน เรายังทำให้ร้านอาหารเป็นฮับทั้งในส่วนของ Dining และ Delivery โดยเราตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะมีคนหมุนเวียนในศูนย์วันละไม่ต่ำกว่า 40,000 คน”