นอกเหนือจากข่าวบริษัทเทรดคริปโทฯ อันดับ 2 ของโลกอย่าง FTX ประกาศยื่นล้มละลายต่อศาลสหรัฐ ความมั่งคั่งระดับ 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐของนาย Sam Bankman-Fried ผู้ก่อตั้งและ CEOกลายเป็นศูนย์เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนแล้ว
ประเด็นที่ยึดพื้นที่ระดับข่าวลีดตั้งแต่ต้นพฤศจิกายนที่ผ่านมา หนีไม่พ้นข่าวการเลย์ออฟพนักงานจำนวนมากของ Tech Company และบริษัทระดับยักษ์โลกที่มากันติดๆ
3 พฤศจิกายน 2565 Reuters, Bloomberg รายงานข่าว Elon Musk ประกาศเลิกจ้างพนักงาน50% หรือเกือบ 4,000 คนหลังเข้าซื้อกิจการ TWITTER
9 พฤศจิกายน 2565 New York Times, CNN เสนอข่าวมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ซีอีโอ META เลิกจ้างพนักงาน 11,000 คน
14 พฤศจิกายน 2565 The New York Times และ CNBC รายงานข่าว Amazon ยักษ์ใหญ่ e-commerce ไม่ยอมน้อยหน้าประกาศปลดพนักงาน 10,000 คน
ข่าวทั้งหมดข้างต้น สะกิดให้นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตอย่างมีนัยสำคัญ เพราะบริษัทเหล่านี้ล้วนเป็นบริษัทที่เติบโต ก้าวกระโดดในช่วง 2 ปีที่โควิด-19 คุกคามโลก
ในช่วงภาวะสงครามเกิดเศรษฐีสงครามฉันใด ในภาวะโรคระบาดก็เกิดเศรษฐีโรคระบาด ในลักษณะไม่ต่างกัน
ในช่วงโควิด บริษัทอย่างไฟเซอร์ จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ซิโนแวค ฯลฯ มั่งคั่งขึ้นนับร้อยนับพันเปอร์เซ็นต์ แบบไม่ต้องดู Balance Sheet ก็แน่ใจได้
นั่นเป็นธุรกิจที่มี Direct Demand จากภาวะเจ็บไข้และการป้องกัน นอกจากนั้นพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากผลกระทบของโควิด หลายธุรกิจเติบโตก้าวกระโดด ส่งผลให้ความต้องการพนักงานขยายตัว ตามรายได้ที่โป่งพองขึ้นจนในที่สุดเกิดภาวะฟองสบู่ในอุตสาหกรรมเหล่านี้
เช่น ธุรกิจจัดส่ง (Delivery) เนื่องจากผู้บริโภคต้องการลดการสัมผัส ไม่อยากเจอคนจึงไม่ออกจากบ้าน ทำให้ซื้อขายสินค้าผ่านออนไลน์ขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะการสั่งซื้อ และจัดส่งอาหารปรุงสุก (food delivery)
ธุรกิจเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เช่น การสื่อสารและประชุมทางไกล ฯลฯ ธุรกิจข้อมูล และโซเชี่ยลมีเดีย ซึ่งสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย Mass ได้อย่างรวดเร็ว ต้นทุนต่ำ
ธุรกิจบันเทิงในบ้าน (DTH-Direct to Home) ฯลฯ
แนวโน้มเช่นนี้เกิดขึ้นทั่วโลก
ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ภาพกลับเป็นตรงกันข้าม บริษัทในซิลิคอนแวลลีย์ได้เลิกจ้างพนักงานหลายหมื่นคน ในจำนวนนี้มี Amazon, Twitter, Meta บริษัทแม่ของ Facebook, แพลตฟอร์มการชําระเงิน Stripe, บริษัทผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ Salesforce บริษัทเรียกรถ Lyft ฯลฯ นั่นหมายความว่า วิศวกร พนักงานขาย และพนักงานทั่วไปจำนวนมากในอุตสาหกรรมสําคัญที่ขยายตัวรุนแรงในภาวะฟองสบู่โควิดต้องตกงาน

เริ่มต้นที่ Amazon ที่จะเลิกจ้างพนักงานตั้งแต่สัปดาห์นี้ ตามรายงานของ The New York Timesเมื่อวันจันทร์ ผลกระทบสำคัญมาจากยอดขายการช็อปปิ้งของ Amazon พุ่งสูงขึ้นช่วงการระบาดของโควิด แต่ช่วงที่ผ่านมาการเติบโตลดลงสู่ต่ำสุดในรอบ 20 ปี รวมถึงส่งผลให้ Market Cap ลดลงไป 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
Meta บริษัทแม่ของ Facebook เลิกจ้างพนักงานมากกว่า 11,000 คน ประมาณ 13% ของพนักงานทั้งหมดที่มีประมาณ 87,000 คน เป็นการเลิกจ้างพนักงานครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของบริษัทในสหรัฐอเมริกา โดยมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งให้เหตุผลว่า ปัจจัยหลักเป็นเพราะเศรษฐกิจมหภาคตกต่ำ
ข้อมูลจาก WIRED แหล่งข่าวระบุปัญหาหลักมาจาก Meta ประเมินพฤติกรรมการใช้ออนไลน์สูงเกินปกติบริษัทจึงตั้งเป้าเข้าไปอยู่ในทุกมิติของชีวิตผู้บริโภค ซึ่งทำให้มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ตัดสินใจผิดพลาดซึ่งประเด็นสำคัญ อยู่ที่ช่วงโควิด Meta มีโครงการใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย จำนวนพนักงานเพิ่มรวดเร็ว ปี 2017 Meta มีพนักงาน 25,000 คน เพิ่มเฉลี่ย 28 % ในช่วง 5 ปี แม้หลังการ Lay Off ล่าสุด Meta ยังมีพนักงานมากกว่าปี 2017 ถึงสามเท่า
Twitter ปลดพนักงาน 3,800 คน หรือประมาณ 50% ของพนักงานประจำทั้งหมด Elon Musk ให้เหตุผลว่า จำนวนพนักงานของ Twitter มีมากเกินไป ส่วนใหญ่ให้ความสําคัญกับการกลั่นกรองเนื้อหา ความปลอดภัยของแพลตฟอร์ม การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาดมากเกินไป นอกจากนั้นยังย้ำว่า บริษัทต้องหาแหล่งรายได้ใหม่ มิฉะนั้นจะไม่รอดจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่จะเกิดขึ้น ล่าสุดต้นสัปดาห์นี้ ยังประกาศปลดพนักงานสัญญาจ้างอีก 4,400 คนด้วย
Microsoft เลิกจ้างพนักงาน 1,000 คน เนื่องจากคาดว่ารายได้จะชะลอตัวลง โดยยอดขาย License Windows สําหรับพีซีอ่อนแอลง โดยโฆษกบริษัทให้รายละเอียดว่า “เช่นเดียวกับทุกบริษัท เราประเมินลําดับความสําคัญทางธุรกิจเป็นประจํา และปรับเปลี่ยนโครงสร้างตามนั้น”
Snapchat แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี จากจุดเด่น ผู้ใช้ส่งข้อความแล้ว ข้อความจะหายไปหลังจากผู้รับมองเห็น ประกาศเลิกจ้างพนักงาน 20% จากพนักงานทั้งหมด 6,400 คน โดยอ้างเหตุผลว่า รายได้จากโฆษณาลดลง เนื่องจากนักการตลาดใช้จ่ายเงินน้อยลงเพราะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน กระนั้น จุดสำคัญน่าจะอยู่ที่ความนิยมของผู้ใช้ที่ลดลง โดยล่าสุดอยู่ที่ 347 ล้านราย เมื่อเทียบกับปี 2564 มี Active Daily User ถึง 464.8 ล้านราย
Netflix ประกาศเลิกจ้างพนักงาน 2 ครั้ง ในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน รวม 450 คน เหตุผลสำคัญคือ จำนวนสมาชิกผู้ใช้บริการลดลงถึง 200,000 ราย ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก นับจากเปิดให้บริการมาแล้วกว่าทศวรรษ ยิ่งกว่านั้นมีการประเมินว่า ตัวเลขดังกล่าวอาจสูงถึง 2 ล้านรายเมื่อถึงสิ้นปี โดยปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือ ผู้บริโภคหันไปสนใจช่องทางบันเทิงปกติ เช่น เข้าโรงหนัง ดูทีวีเหมือนเดิม
Grab เคยประกาศเลิกจ้างพนักงาน 360 คน หรือน้อยกว่า 5% ของพนักงานทั้งหมด ช่วงกลางปี 2564 ครั้งนั้น Anthony Tan CEO ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ แถลงว่าการปลดพนักงาน เพื่อให้องค์กร Leanและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่สถานการณ์ล่าสุด ในหลายประเทศ การระบาดของโควิดที่คลี่คลาย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจจัดส่งอาหารไปยังที่พัก (Food Delivery) เมื่อผู้คนกลับใช้ชีวิตปกติ ความจำเป็นในการสั่งอาหารมาส่งยังที่พักลดลง บวกกับผู้บริโภคเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อผู้ประกอบการให้บริการจัดส่งอาหารไปยังที่พักรวมถึงไรเดอร์ต้องปรับตัวมากขึ้น
การเลย์ออฟแสดงให้เห็นว่า ฟองสบู่ที่โป่งพองในช่วงโควิดกำลังแตก การเติบโตแบบผิดธรรมชาติหมดรอบลงแล้ว ... ดูเหมือนทุกอย่างกำลังเข้าสู่ภาวะปกติ แต่โชคร้ายไม่ได้มาโดยลำพัง เพราะภาวะเงินเฟ้อ และเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลก กำลังจะตามติดมาอย่างรวดเร็ว
ที่มา The New York Times,CNN Business, washingtonpost