ซาอุดีอาระเบีย กลายเป็นทีมฟุตบอลทีมแรกจากเอเชียที่คว้าชัยในฟุตบอลโลก 2022 เมื่อพลิกแซงชนะอาร์เจนตินา 2-1 ชนิด “ช็อกโลก”
ช็อกแรก คือการชนะเต็งแชมป์อาร์เจนตินา ที่มีลีโอเนล เมสซี่ นักฟุตบอลเก่งที่สุดในโลกนำทัพ
ช็อกสอง มีข้อมูลอ้างสื่อต่างประเทศว่า ซาอุดีอาระเบีย ประกาศอัดฉีดรถยนต์ Rolls-Royce Phantom ราคาคันละกว่า 50 ล้านบาท แก่นักเตะชุดลุยฟุตบอลโลก 2022 ทั้งทีม 26 คนทุกคน
เหตุการณ์ช็อกโลกทั้ง 2 ครั้ง ทำให้ชื่อของมกุฎราชกุมาร โมฮัมหมัด บิล ซามาน (Mohammad bin Salman bin Abdulaziz Al Saud) นายกรัฐมนตรีซาอุดีอาระเบีย ที่สื่อตะวันตกเรียกว่า MBS เป็นที่จับตามองอีกครั้ง
มีเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับ MBS ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2016 พระองค์ทรงประกาศวิสัยทัศน์ 2030 (Saudi Vision 2030) ซึ่งมีจุดสำคัญ เช่น มุ่งลดการพึ่งพาน้ำมันเป็นหลักของซาอุฯ โดยเปลี่ยนไปพัฒนาสร้างรายได้ทางอื่นให้เศรษฐกิจมีความหลาก หลายสมดุลมากขึ้น แผนดังกล่าวตั้งเป้าว่ารายได้ที่ไม่ได้มาจากน้ำมันจะเพิ่มขึ้น 1 ล้านล้านริยาล หรือประมาณ 9.55 ล้านล้านบาท ภายในปี 2030
แต่เรื่องที่ไม่ได้เล็กไปกว่า คือ MBS อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงของโลกฟุตบอลที่หลายคนอาจยังไม่รู้
1. เป็นผู้นำ “พับลิค อินเวสต์เมนต์ ฟันด์” (PIF) กองทุนเพื่อความมั่งคั่งของซาอุดีอาระเบีย เข้าซื้อนิวคาสเซิลยูไนเต็ด ทีมในพรีเมียร์ลีกดีลมูลค่า 300 ล้านปอนด์ จากไมค์ แอชลีย์ มหาเศรษฐีชาวอังกฤษ ซึ่งบริหารทีมมานานถึง 14 ปี
ใช้เวลาเพียง 1 ฤดูกาล PIF ไม่ได้ทำให้ “ทูนอาร์มี่” ผิดหวัง ทำผลงานเกินคาดพานิวคาสเซิลรั้งอันดับ 3 ก่อนพักเบรกฟุตบอลโลก นั่นหมายถึงช่วงก่อนคริสต์มาส หรือนัดบ็อกซิ่งเดย์ เป็นทีมอยู่ใน Top 4 ของพรีเมียร์ลีก
ทั้งนี้ ช่วงฤดูร้อน นิวคาสเซิลไม่ได้ใช้เงินซื้อนักเตะซูเปอร์สตาร์เลย โดยใช้เงินเพียง 120 ล้านปอนด์ ซื้อนักเตะ 4 คน เมื่อเทียบกับทรัพย์สินในการดูแลของ PIF ที่มีมูลค่าถึง 430,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 15.48 ล้านล้านบาท โดย -1 $=36บาท) คิดเป็นการลงทุนที่มัธยัสถ์มาก
2. MBS เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิรูปสังคมมากมายหลายอย่างที่สำคัญ คือลดความเข้มข้นของการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับศาสนา ปรับเข้าสู่เส้นทางมุสลิมสายกลาง (Moderate Islam) เน้นการนำพาให้ประชาชนชาวซาอุฯ ใช้ชีวิตไม่ต่างจากนานาชาติ เช่น อนุญาตให้ผู้หญิงขับรถได้เองตั้งแต่เดือนกันยายน 2560 ที่น่าตื่นเต้นคือการตั้งทีมฟุตบอลหญิง และเปิดตัวช่วงปี 2564 ที่ผ่านมา โดยสหพันธ์การกีฬาซาอุดีอาระเบีย เคยแถลงถึงวัตถุประสงค์ว่า เพื่อกระตุ้นให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมเรื่องกีฬา ตั้งแต่ระดับชุมชนถึงระดับชาติ อีกด้านหนึ่งก็จะช่วยให้สังคมยอมรับความสำเร็จด้านกีฬาของผู้หญิงมากขึ้น กล่าวได้ว่า เป็นสิ่งที่เกินคาดในประเทศมุสลิม นี่คือการเอาจริงกับฟุตบอล
Vision 2030 ยังถูกผลักดันในเรื่องกีฬาด้วย สิ่งที่เห็นได้ชัด คือโค้ชเก่งๆ จากทั่วโลกถูกดึงตัวมาร่วมงานที่ซาอุฯ ตัวอย่างล่าสุด คือการดึงแอร์เว่ เรอนาร์ (Herve Renard) ผู้นำทีมชนะอาร์เจนตินามาเป็นผู้จัดการทีม
แอร์เว่ เรอนาร์ เคยเป็นผู้จัดการทีมชาติแซมเบีย และพาทีมไปเล่นในรายการแอฟริกาคัพออฟเนชันส์ ในปี 2010 โดยเขาพาแซมเบียไปได้ไกลจนถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ ก่อนกลับมาคว้าแชมป์รายการเดียวกันนี้ใน 2 ปีต่อมา จากนั้นไปเป็นผู้จัดการทีมชาติไอวอรี่โคสต์ และพาทีมคว้าแชมป์สำเร็จ ทำให้กลายเป็นผู้จัดการทีมคนแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์แอฟริกาคัพออฟเนชันส์ 2 สมัย จาก 2 ชาติ ไม่เคยมีใครทำได้แบบนี้มาก่อน
กรกฎาคมปี 2019 เรอนาร์ได้งานใหม่กับทีมชาติซาอุดีอาระเบีย ซึ่งทำให้เขากลายเป็นผู้จัดการทีมชาวฝรั่งเศสคนแรกที่รับงานนี้ จนพาทีมชาติซาอุดีอาระเบียเก็บชัยชนะมากมายจนได้ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายWorld Cup
3. การประกาศอัดฉีดรถยนต์ Rolls-Royce Phantom ราคาคันละกว่า 50 ล้านบาท กับแก่นักเตะทุกคน เป็นรางวัลแห่งชัยชนะเหนืออาร์เจนตินา เป็นประจักษ์ว่า MBS เอาจริงกับฟุตบอล
พูดให้ถึงที่สุด การเอาจริงกับฟุตบอลของ MBS มีความหมายไปไกลถึงการให้ความสำคัญกับ Sport Business ซึ่งเป็นหนึ่งแขนงของ Soft Power ที่กลายเป็นเป้าหมายของทุกชาติในโลก ไม่ว่าจะทุนนิยมหรือไม่ก็ตาม
นี่คือ 3 เรื่องหลัก ที่เป็นประจักษ์พยานว่า เจ้าชายมูฮัมหมัด บิล ซัลมาน เอาจริงกับฟุตบอล แสดงให้เห็นถึงอัจฉริย ภาพ และความตั้งใจจริง การเอาชนะอาร์เจนตินา เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ต่อไปนี้ทีมชาติซาอุดีอาระเบียจะไม่เหมือนเดิม เหมือน กับประเทศซาอุดีอาระเบียก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ที่สำคัญสำหรับแฟนบอลพรีเมียร์ลีก เชื่อขนมกินได้ว่า จากนี้ไปนิวคาสเซิลจะกลายเป็นทีมลุ้นแชมป์