สมาพันธ์อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส (Federation of the Swiss Watch Industry) แถลง "รายงานการวิเคราะห์ขนาดตลาดนาฬิกาหรูระดับโลก" ยอดส่งออกเพิ่มขึ้น 10.9% เป็นสถิติรายเดือนสูงสุดใหม่ที่ 2,400 ล้านฟรังก์ (2,600 ล้านดอลลาร์) ส่วนยอดส่งออกตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน มีมูลค่ารวม 22,900 ล้านฟรังก์ เพิ่มขึ้น 11.9% และเป็นปีที่ดีที่สุดของอุตสาหกรรม
ความต้องการนาฬิกาหรูเพิ่มทั้งจำนวนและมูลค่าเป็นประวัติการณ์ หลังจากผู้บริโภคชาวอเมริกันที่มีเงินเหลือกินเหลือใช้จำนวนมากติดอยู่ที่บ้านช่วงโควิดระบาด ทำให้ค้นหาข้อมูลนาฬิกาแบรนด์สวิสมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Rolex Omega ไปจนถึง Patek Philippe ส่งผลให้การส่งออกไปยังสหรัฐในเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 33% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ยิ่งกว่านั้น เมื่อไม่นานมานี้ ผู้ค้าปลีกในกาตาร์ตุนนาฬิการาคาแพงก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลก โดยยอดส่งออกพุ่งขึ้น 112% เป็น 36 ล้านฟรังก์เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว
ข้อมูลปี 2562-63 ซึ่งเป็นช่วงแรกของการระบาดของโควิด-19 มูลค่าการส่งออกนาฬิกาจากสวิสลดลงจาก 21,700 ล้าน ฟรังก์ (811,580 ล้านบาท) เหลือเพียง 17,000 ล้านฟรังก์ (635,800 ล้านบาท) หรือลดลง 21.8%
ช่วงเวลานั้น 5 ตลาดสำคัญของนาฬิกาสวิส คือ จีน อเมริกา ฮ่องกง ญี่ปุ่น และอังกฤษตามลำดับ โดยเมื่อคิดจากจำนวน สวิสส่งออกนาฬิกาทั้งสิ้น 13.8 ล้านเรือน ลดลงจากปีก่อน 6.9 ล้านเรือน ยอดขายส่วนใหญ่ตกลงจาก Entry Level Segment
ส่วนข้อมูลล่าสุด สิ้นสุดพฤศจิกายน 2565 ตลาดสำคัญสลับตำแหน่ง อเมริกา กลายเป็นอันดับ 1 จีนเป็นอันดับ 2 ยอดส่งออกไปจีนลดลง 12.8% ขณะที่สหรัฐเพิ่ม 27.7% จากปีที่แล้ว ยอดส่งออกนาฬิกาสวิสไปสหรัฐอยู่ที่ 2,802 ล้านฟรังก์ เพิ่มเป็น 3,578 ล้านฟรังก์
ตามข้อมูลข้างต้น นาฬิกาสวิสแบรนด์แรกๆ ที่ผู้บริโภคมักนึกถึง คือ Rolex Omega และ Patek Philippe
Rolex ก่อตั้งโดย Hans Wilsdorf ในปี 1905 เป็นที่รู้จักในวงกว้าง หลังจากเปิดตัวนาฬิกากันน้ำเรือนแรกในปี 1926 นอกจากนั้น นาฬิกาข้อมือของ Rolex ยังมีคุณสมบัติเด่นที่เปลี่ยนวันที่และเวลาโดยอัตโนมัติ ความเที่ยงตรงสูง จากนั้นก็สร้างสรรค์นวัตกรรม การออกแบบ พร้อมคุณภาพระดับพรีเมียม ส่งผลให้มีชื่อเสียงและภาพลักษณ์เป็นนาฬิการาคาแพง โดยราคาขายสูงสุดในประวัติศาสตร์การก่อตั้งคือ Rolex Daytona ของ Paul Newman ด้วยราคา 17.8 ล้านเหรียญสหรัฐ
กลยุทธ์การตลาดหลักๆ เน้นใช้การรับรองแบรนด์จากคนดัง เช่น โรเจอร์ เฟดเดอเรอร์ ไทเกอร์ วู้ดส์ ฯลฯ และการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ
ส่วน Omega เริ่มต้นปี 1848 โดยช่างทำนาฬิกา Louis Brandt ประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของ Omega เกิดขึ้นจากการที่องค์การ NASA กำลังทำภารกิจท่องอวกาศ จึงกว้านซื้อนาฬิกา Chronograph หลายรุ่นจากหลายแบรนด์ดัง ทดสอบ 2 เรื่อง คือความแม่นยำ และสภาพแวดล้อม ผลปรากฏว่ามีเพียง Omega Speedmaster เท่านั้นที่ผ่านการทดสอบทั้งหมด จากนั้นวันที่ 20 กรกฎาคม 1969 มีภารกิจ Apollo 11 นักบินอวกาศ Buzz Aldrin ได้สวมนาฬิกา Omega Speedmaster Professional Calibre 321 ขณะเท้าสัมผัสผิวดวงจันทร์ นาฬิการุ่นนี้จึงได้รับฉายาว่า "Moonwatch"
นอกจากนั้น Omega ยังมีรุ่น Seamaster ที่โด่งดัง เพราะ Pierce Brosnan ผู้แสดงเป็น James Bond ได้ใส่ Omega Seamaster Professional Diver 300M แสดงเรื่อง Golden Eye (พยัคฆ์ร้าย 007 รหัสลับทลายโลก) จึงทำให้รุ่นนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ "นาฬิกา James Bond"
ส่วนก้าวแรกของ Patek Philippe เริ่มต้นในปี1839 โดย Antoine Norbert de Patek อดีตทหารม้าชาวโปแลนด์ ก่อตั้งโรงงานนาฬิการ่วมกับ François Czapek ช่างทำนาฬิกา ต่อมาปี 1844 ขณะที่ Antoine Patek ไปปารีสได้รู้จักช่างนาฬิกาอีกคนชื่อ Jean Adrien Philippe ซึ่งสามารถสร้างนาฬิกาพกที่ไม่ต้องใช้กุญแจไขลานได้สำเร็จ รวมถึงต่อยอดพัฒนากลไกใช้เม็ดมะยม ไขลานให้นาฬิกาแบรนด์Patek Philippe ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จอย่างมาก
ล่าสุด ในยุคใหม่ Patek Philippe ปี 2014 หลังก่อตั้งมาแล้ว 175 ปี ได้เปิดตัวคอลเลคชั่น Grandmaster Chime เป็นนาฬิการุ่นแรกใช้รหัส Ref. 5175 ที่มาพร้อมกับ 20 ฟังก์ชั่น โดยมี 2 ฟังก์ชั่นคิดค้นและจดสิทธิบัตรเป็นครั้งแรกของโลก และถือเป็นนาฬิกาข้อมือที่มีฟังก์ชั่นมากที่สุดในเวลาที่เริ่มจำหน่ายอีกด้วย
ท่ามกลางการรับรู้ในวงกว้างมากขึ้นว่า นาฬิกาหรูแสดงถึงความร่ำรวย และเป็นเครื่องหมายแสดงสถานะที่สูงกว่า ทำให้ผู้บริโภคสนใจ กระตุ้นยอดขายให้มากขึ้น และความนิยมนี้ยังคงมีต่อเนื่อง ยากที่จะมีวันเสื่อมคลาย
ที่มา
1.
fhs.swiss/eng/statistics 2.
pinterest.com/pin/119697302589950430/