มีความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ ที่น่าจับตาเกิดขึ้นหลายเรื่องในสหรัฐ และอาจส่งผลกระทบกับโลกทั้งใบ เรื่องที่ น่าสนใจลำดับต้นๆ คือปรากฏการณ์ Lay Off ครั้งใหญ่ของ Tech Firm ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ปลายปี 2022 ต่อเนื่องมาถึงสัปดาห์ แรกๆ ของปี 2023
แรกเริ่มนักสังเกตการณ์ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นผลมาจากภาวะการระบาดของโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ต่อมาการตั้งข้อสังเกตขยายตัวสู่ประเด็นการเข้ามาแทนที่แรงงานของ AI และกิจกรรมหลังโควิดซึ่งทำให้พฤติกรรมของผู้คน เปลี่ยนแปลงอีกระลอกใหญ่
ลองมาไล่เลียงดู Tech Firm ชั้นนำทีละบริษัทว่าเกิดอะไรขึ้น
Twitter
เริ่มต้นปลายเดือนตุลาคม 2565 Elon Musk ซีอีโอ Twitter กล่าวถึงเป้าการเลิกจ้างพนักงาน ซึ่งมีทั้งหมดประมาณ 7,500 คนลง 50% พร้อมอธิบายว่าการปรับลดเกิดขึ้น เพราะรายได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงต้องเร่งลดค่าใช้จ่าย และหาทางเพิ่มกำไร
Musk เข้าซื้อ Twitter มูลค่า 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีหนี้จำนวน 13,000 ล้านดอลลาร์ รวมอยู่ในดีล ด้วย ทำให้หลังจากเขาบริหารไม่นาน บริษัทยักษ์ใหญ่หลายรายก็ทบทวนการลงโฆษณา ในจำนวนนี้ประกอบด้วย General Mills Pfizer Ford Motor General Motors Volkswagen และ Mondelez International ผู้ผลิต Oreo ฯลฯ
ทั้งนี้ ปี 2564 Twitter รายงานผลประกอบการว่ามีรายได้ 5,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับ 2 ปีก่อน หน้าที่เพิ่ม 8% และ 13% ตามลำดับ ขณะที่รายงานผลขาดทุนสุทธิ 221 ล้านดอลลาร์ ลดลง 80% เทียบกับผลขาดทุน 1,100 ล้านดอลลาร์ในปี 2563 ขาดทุนสะสมช่วง 2012-2021 อยู่ที่ราว 1,700 ล้านดอลลาร์
ภาระหนี้สินและอนาคตที่ไม่แน่นอนของ Twitter ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องด้วย ตัวอย่าง รูปธรรม คือ Morgan Stanley ซึ่งเป็นธนาคารหลักผู้ยอมให้สินเชื่อ 13,000 ล้านดอลลาร์ให้กับ Twitter ร่วมกับธนาคารอื่นๆ ประกอบด้วย Bank of America, Mitsubishi, BNP Paribas, Mizuho, Barclays และ Societe Generale ที่ร่วมในดีลซื้อ กิจการ คาดว่าจะต้องขาดทุนจากดีลนี้ราวๆ 500 ล้านดอลลาร์
Meta
ด้าน Meta เจ้าของ Facebook ซีอีโอ Mark Zuckerberg ส่งอีเมลถึงพนักงานเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2565 ว่า เขาตัดสินใจลดขนาดทีมลงประมาณ 13% ซึ่งจะทำให้พนักงานมากกว่า 11,000 คนต้องออกไป นอกจากนี้ บริษัทกำลัง ทำอีกหลายขั้นตอนเพื่อให้บริษัทเพรียวลง (Lean) มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ลดการใช้จ่ายตามดุลยพินิจ และขยายเวลา หยุดจ้างงานไปจนถึงไตรมาสที่ 1 ของปี 2566 ทั้งนี้ ปี 2021 Meta มีหนี้สิน 10,429 ล้านดอลลาร์ รายได้ต่อปีอยู่ที่ประมาณ 118,115 ล้านดอลลาร์
Zuckerberg อธิบายเหตุผลการเลย์ออฟว่าโลกออนไลน์เคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว การหลั่งไหลของอีคอมเมิร์ซทำให้ รายได้เติบโตเกินขนาด
"หลายคนคาดการณ์ว่านี่จะเป็นการเร่งอย่างถาวรที่จะดำเนินต่อไปหลังการระบาดใหญ่ของโควิด-19 สิ้นสุดลง ผมก็คิดเช่นนั้น จึงตัดสินใจเพิ่มการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ น่าเสียดายที่เรื่องนี้โม่ได้เป็นไปตามที่คาดไว้”
Amazon
17 พฤศจิกายน 2565 Amazon ประกาศการเลย์ออฟพนักงาน 10,000 คน ต่อมาวันที่ 4 มกราคม 2566 ซีอีโอ Andy Jassy ให้ข้อมูลจำนวนที่เพิ่มเป็น 18,000 คน โดยให้เหตุผลว่า หลายสิ่งกำลังปรับเปลี่ยน เช่น ยอดขายออนไลน์ ชะลอตัว ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่อาจเกิดขึ้น ทำให้ตำแหน่งหน้าที่บางอย่างไม่จำเป็นอีกต่อไป
ซีอีโอ เสริมว่าการลดขนาดจะช่วยให้บริษัทแสวงหาโอกาสระยะยาว ด้วยโครงสร้างต้นทุนที่แข็งแกร่งขึ้น อย่างไร ก็ตาม Amazon ก็มีหนี้มหาศาลสิ้นสุดปี 2021 อยู่ที่ 77,214 ล้านดอลลาร์ รายได้ต่อปีทำได้สูงกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์
วันที่ 18 มกราคม 2566 หรือพุธที่แล้วตามเวลาสหรัฐ Microsoft ประกาศเลย์ออฟพนักงาน 10,000 คน หรือ ประมาณ 5% ของพนักงานทั้งหมด อย่างไรก็ตาม Satya Nadella ซีอีโอของบริษัท เพิ่มเติมในอีเมลที่ส่งให้พนักงานว่า บริษัทยังคงเปิดรับพนักงานใหม่ใน Key Strategic Area อยู่ ขณะที่บริษัทมีหนี้สินราว 58,949 ล้านดอลลาร์ รายได้ต่อปี อยู่ที่กว่า 203,275 ล้านดอลลาร์
Google
วันที่ 20 มกราคม 2566 Sundar Pichai ซีอีโอของ Google ส่งอีเมลถึงพนักงาน แจ้งถึงนโยบายเลิกจ้างพนักงาน จำนวน 12,000 คน หรือเท่ากับ 6% ของพนักงานทั้งหมดของบริษัท ทั้งนี้ Alphabet บริษัทแม่ของ Google ยังมีสถานะการเงิน ที่ดี มีหนี้สินรวม 14,653 ล้านดอลลาร์ รายได้ต่อปีอยู่ที่กว่า 280,000 ล้านดอลลาร์
การเลย์ออฟพนักงานของ Tech Company ยักษ์ใหญ่ ส่งผลให้มีคนจำนวนไม่น้อยนำไปเทียบเคียงกับสภาพวิกฤต เศรษฐกิจในปี 2008 ซึ่งเกิดขึ้นกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการเงิน แม้สิ่งที่เกิดขึ้นปัจจุบันจะมีสาเหตุที่แตกต่างกันมากก็ตาม แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือกำลังซื้อของประชากรที่เคยมีอยู่สูงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ กระทบโดยตรงกับ Tech Firm ซึ่งส่วนใหญ่ เติบโตก้าวกระโดดจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง ตอบสนองวิกฤตโควิด-19 ได้อย่างรวดเร็ว
การเลย์ออฟพนักงานของ Tech Company และตัวเลขหนี้สินที่มีอยู่จำนวนมหาศาล จึงทำให้นักสังเกตการณ์ต้อง จับตามองด้วยความกังวลมากขึ้น เพราะปัญหาไม่ใช่แค่การ Lay Off และกำลังซื้อที่ลดลงเท่านั้น
สถานการณ์แบบนี้จะกระทบเป็น Domino ไปสู่ Tech Firm แต่สุดท้าย หนี้สินมหาศาล จะส่งผลกระทบไปยังสถาบัน การเงินในที่สุดหรือไม่ อย่างไร