Reels วิดีโอแบบสั้นของ Meta โตจาก Instagram และ Facebook แต่ยังทำรายได้น้อย เพราะ Reels พา User ออกจากหน้าฟีดหลัก นั่นเป็นประเด็นหลักที่
Mark Zuckerberg กล่าวระหว่างแถลงผลประกอบการเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ว่า การทำให้ Reels ทำเงินได้เป็นความสำคัญลำดับแรกๆ ของ Meta ในปี 2023
“ผู้คนอยากดู Reels มากขึ้น” Zuckerberg กล่าว “กุญแจสำคัญ คือต้องปลดล็อก ปรับปรุงประสิทธิภาพการสร้างรายได้ ต้องหาวิธีแสดงวิดีโอได้มากขึ้นโดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม”
Mark Zuckerberg เพิ่มเติมว่า การสร้างรายได้จาก Instagram และ Facebook Reels เป็นความสำคัญ 2 เรื่องแรกของ Meta ในปี 2023
Reels เปิดตัวในฐานะคู่แข่งของ TikTok ในปี 2020 จากนั้นการใช้งานในภาพรวมของทั้ง Facebook และ Instagram เพิ่มขึ้น 2 เท่าจากปีก่อนหน้า จำนวนวิดีโอที่ผู้ใช้แชร์เพิ่มขึ้น 2 เท่าในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา
Zuckerberg ให้ข้อมูลว่า User ของ Instagram 2,000 ล้านคน ใช้ Reels ทุกเดือน แต่ Meta ไม่ต้องการแค่ “จำนวนผู้ใช้”เท่านั้น ต้องทำเงินได้ด้วย
ที่ผ่านมา Meta มีรายได้ส่วนใหญ่มาจากโฆษณาใน Instagram และ Facebook ดังนั้นการสร้างรายได้จาก Reels อาจหมายความว่า User จะเห็นโฆษณามากขึ้นด้วย Monica Siegman นักยุทธศาสตร์การตลาดดิจิทัลของ Volume Nine เอเจนซี่การตลาดในโคโลราโดให้ความเห็นว่า Meta ต้องจูงใจ Creator ให้สร้างเนื้อหา Reels บนแพลตฟอร์ม ซึ่งจะช่วยให้User ใช้งานแอป จากนั้น Advertiser จะสนใจลงโฆษณามากขึ้น
Meta ทำงานร่วมกับ Advertiser เพื่อช่วยให้พวกเขาเข้าใจว่าจะใช้ประโยชน์สูงสุดจากแพลตฟอร์มได้อย่างไร Nicola Mendelsohn Vice President ผู้ดูแล Global Business ให้ข้อมูลว่า Meta เปิดตัว “Reels School” วิดีโอแสดงวิธีใช้ฟีเจอร์นี้เมื่อปีที่แล้ว “ผลตอบรับ คือผู้ลงโฆษณามากกว่า 40% ลงโฆษณาบน Reels”
Siegman นักกลยุทธ์การตลาดกล่าวต่อไปว่า วิดีโอไวรัลบนแอปมักขึ้นอยู่กับเทรนด์ และลูกค้าจำนวนมากก็ไม่มีกำลังมากพอที่จะตามเทรนด์อย่างใกล้ชิด ขณะที่ปัจจุบัน วิดีโอสั้น เป็นการแข่งขันของ 3 ค่าย คือ Reels ของ Instagram และ Facebook – Pulse ของ TikTok และ YouTube Shorts ของ Alphabet
“พวกเขาต้องการนำเงินไปใช้ในแพลตฟอร์มที่คาดเดาได้มากกว่า ซึ่ง Facebook และ Instagram มีคุณสมบัติเช่นนั้น เพราะปัจจุบันบริษัทจำนวนมากต้องการลงโฆษณาด้วย Short-Form Content แม้แคมเปญอาจดูเหมาะกับ TikTok มากกว่า แต่ Meta อยู่ใน Position ที่ดีกว่าสำหรับการเติบโตระยะยาว”
ที่มา
observer.com