ในอดีตสงครามอวกาศ คือสมรภูมิสัประยุทธ์ความก้าวหน้าทาง Technology ของประเทศมหาอำนาจหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คือสหรัฐอเมริกา (USA) กับสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต (USSR) หรือที่รู้จักกันสั้นๆ ว่า สหภาพโซเวียต ในขณะนั้น
โครงการอวกาศของ USSR ประกอบด้วยการพัฒนา จรวด และการสำรวจอวกาศ จากช่วงทศวรรษที่ 1930 จนถึง USSR ล่มสลาย
ปี 1957–1961 มีการพัฒนาดาวเทียมสปุตนิก
ปี 1961–1964 มี วอสตอค 1 เป็นโครงการส่งมนุษย์อวกาศคนแรกของโลก คือ ยูริ กาการิน ขึ้นสู่วงโคจรต่ำของโลก และกลับได้อย่างปลอดภัย
ความสำเร็จดังกล่าวกดดันคู่แข่งอย่างสหรัฐอเมริกาโดยตรง จนกระทั่งปี 1961 จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ประธานาธิบดีขณะนั้น ประกาศต่อสาธารณชนว่า สหรัฐจะต้องไปเหยียบดวงจันทร์และกลับอย่างปลอดภัยให้ได้ภายในสิ้นปี 1970 ทำให้องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) เริ่มแผนปฏิบัติการโครงการส่งนักบินอวกาศไปยังดวงจันทร์ที่ชื่อว่า อะพอลโล (Apollo)
ปี 1966 หลังจากโซเวียตรัสเซีย ส่งยานลูนา 10 ลงจอดบนดวงจันทร์ได้ แต่ไม่มีมนุษย์ลงไปด้วย ปี 1969 อะพอลโล 11 ก็เป็นยานอวกาศลำแรกขององค์การ
นาซา ที่ลงจอดบนผิวของดวงจันทร์สำเร็จ ลูกเรือในยาน ประกอบด้วย
นีล อาร์มสตรอง ผู้บังคับการ,
เอดวิน อัลดริน นักบินยานลงดวงจันทร์ (Lunar Module) และ
ไมเคิล คอลลินส์ เป็นนักบินยานบังคับการ (Command Module)
อาร์มสตรองเป็นมนุษย์คนแรกที่ประทับรอยเท้าบนดวงจันทร์ ตามด้วยอัลดริน นักบินอวกาศทั้ง 2 คนได้ติดตั้งเครื่องวัดแผ่นดินไหว, กระจกสะท้อนเลเซอร์, เครื่องวัดลมสุริยะ, และเก็บตัวอย่างหินและดิน 21.6 กิโลกรัม นำกลับมายังโลก
Slogan ที่ USA ใช้ใน Campaign อะพอลโล 11 คือ “THE DREAM IS ALIVE” กลายมาเป็น Big Idea ของการคิดCopy ให้กับ Marketing Campaign นับแต่นั้น กระทั่งปัจจุบัน
สงครามอวกาศยุคแรกที่มี เคนเนดี้ เป็นคน Kick Off ส่งผลให้สหรัฐทิ้งห่างสหภาพโซเวียต จนถึงวันนี้ยังไม่สามารถส่งนักบินอวกาศลงผิวดวงจันทร์ ขณะที่จีนอยู่นอกเวทีประวัติศาสตร์ในห้วงเวลานั้น
แต่ปัจจุบัน สงครามอวกาศไม่ได้เป็นการช่วงชิงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของมหาอำนาจทั้ง 2 ประเทศ หรือประเทศต่อประเทศ แต่สงครามกลับปะทุขึ้นระหว่างเอกชนกับเอกชน ล่าสุด การแข่งขันสู่การเป็น “เจ้าอวกาศ” เป็นการต่อสู้ระหว่าง Jeff Bezos เจ้าของ Amazon และ Elon Musk เจ้าของ Tesla โดยการแข่งขันของ 2 เจ้าพ่อเทคโนโลยีกําลังร้อนแรงขึ้นอย่างน่าจับตา
และที่สำคัญ ดวงจันทร์หาใช่ Destination ของสงครามอวกาศรอบนี้ แต่เป้าหมายคือดาวอังคาร
Blue Origin ก่อตั้งโดย Jeff Bezos แถลงเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ได้รับสัญญาจาก NASA ให้ส่งจรวดไปปฏิบัติภารกิจบนดาวอังคาร
Blue Origin ทำธุรกิจขนส่งและท่องเที่ยวอวกาศ ปัจจุบัน พัฒนาจรวด 2 รุ่น คือ New Shepard จรวดขนาดเล็ก ออกแบบสำหรับขนส่งนักท่องเที่ยวสู่อวกาศ และ New Glenn จรวดขนาดใหญ่ สามารถขนส่งดาวเทียมหรือยานอวกาศขึ้นสู่วงโคจรของโลก ตอนกลับสามารถลงจอดบนเรือในทะเล ลดต้นทุนการบิน และเพิ่มความสามารถในการนำกลับมาใช้ใหม่
นี่เป็นสัญญาฉบับแรกที่ Blue Origin ทำกับ NASA ขณะที่ New Glenn ที่มีการแถลงข่าวออกมานานแล้ว ยังไม่สามารถใช้จริง และกําลังแข่งขันกับยานที่ SpaceX ที่ Elon Musk พัฒนาขึ้น
วันพุธที่แล้ว SpaceX ประสบความสําเร็จในการยิงเครื่องยนต์ 31 เครื่อง จากทั้งหมด 33 เครื่องบนบูสเตอร์ Super Heavy ในการทดสอบสําคัญที่เป็นผลดีต่อ Starship ยานอวกาศที่บริษัทหวังว่าสักวันหนึ่งจะพาผู้คนไปยังดาวอังคาร
สัปดาห์ที่แล้วเช่นเดียวกัน Tristan Bove บรรณาธิการของนิตยสาร Fortune ยกย่อง Elon Musk ว่า เป็นผู้นําธุรกิจอวกาศเอกชน โดยตั้งข้อสังเกตว่า ปี 2021 SpaceX ชนะการแข่งขันที่มีกับ Blue Origin โดยได้สัญญาของรัฐบาลมูลค่า 2,900 ล้านดอลลาร์ในการส่งนักบินอวกาศของ NASA ไปยังดวงจันทร์ โดยใช้ Starship ภายในปี 2025
ข้อเขียนของ Bove ระบุว่า จากการที่สามารถนํา Starship กลับมาใช้ใหม่ และมีเครื่องยนต์ทรงพลัง SpaceX จึงมีแนวโน้มเป็นผู้นำการสํารวจอวกาศได้อีกในหลายทศวรรษข้างหน้า
การเดิมพันของ Blue Origin กับ SpaceX ขึ้นอยู่กับ New Glenn จรวดที่พบอุปสรรคมาตลอดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เดือนกันยายน 2017 Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon.com ให้ข้อมูลการพัฒนาและผลิต New Glenn ได้รับทุนสนับสนุน 2,500 ล้านดอลลาร์ ร่วมกับกองทัพอากาศสหรัฐ จากนั้น ปี 2019 ได้รับทุนอีก 500 ล้านดอลลาร์ จากโครงการความมั่นคงแห่งชาติด้านอวกาศของสหรัฐอเมริกา (United States Space Force National Security Space Launch - NSSL)
กล่าวได้ว่า NASA เตรียมพร้อมพอสมควร สําหรับทุกความเสี่ยง หากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี New Glenn จะใช้เวลาเดินทางไปดาวอังคารประมาณ 11 เดือน และใช้เวลาอีก 2-3 เดือนหลังจากนั้นในการบรรลุภารกิจ
ที่มา : fortune.com