วายดีเอ็ม (ไทยแลนด์) เอเจนซี่ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและการทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล ด้วยการรวมพลังของเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตธุรกิจแบบ Full-Funnelเปิด 4 อุปสรรคที่นักการตลาดและแบรนด์ต้องเผชิญยุคอาฟเตอร์โควิด-19 พบ Brand loyalty ลดลง ผู้บริโภคมีความต้องการมากขึ้นและต้องการการตอบสนองทันที ช่องทางการตลาดที่หลากหลายบริหารยากไม่เกิดประสิทธิผลและค่าโฆษณาพุ่งไม่หยุดชู 4 กลยุทธ์ ผสานเทคโนโลยีและครีเอทีฟสร้างโอกาสบนตลาดใหม่ ขับเคลื่อนการเติบโตแบบ Full-Funnel ตั้งเป้าโต 1,000 ล้านบาท พร้อม IPO ปี 67 เล็งเปิดตัว MarTech ใหม่ DFinery พร้อมเตรียมเข้าซื้อกิจการในประเทศและต่างประเทศเสริมจุดแข็ง
ธนพล ทรัพย์สมบูรณ์ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายดีเอ็ม (ไทยแลนด์) จำกัด เผยว่า ภาพรวมการใช้เครื่องมือและกลยุทธ์ด้านการตลาดของประเทศไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาธุรกิจและนักการตลาดไทยเผชิญหน้ากับความท้าท้าย โควิด-19 เข้ามาเป็นตัวเร่งให้ทุกอย่างเข้าไปอยู่ในโลกออนไลน์เร็วขึ้น 10 ปี ทั้งการWork From Homeการเรียนออนไลน์ การบริโภคการเดินทาง การซื้อของและการทำธุรกรรมต่างๆ โดยเฉพาะการทำธุรกรรมทางการเงินในโลกดิจิทัลส่งผลให้ธุรกิจเล็ก-ใหญ่ เร่งปรับตัวสู่รูปแบบออนไลน์ผ่านหลากหลายช่องทางแต่หลังจากนี้ยังมีความท้าทายต่อจากอาฟเตอร์โควิด-19 ที่นักการตลาดและธุรกิจจะต้องเผชิญอีก4 ด้านที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือ ได้แก่

1.ความจงรักภักดีต่อแบรนด์ลดต่ำลงจากปัจจัยทางการแข่งขันในตลาด ผู้บริโภคมีทางเลือกในสินค้าเดียวกันมากขึ้นกว่าเดิมมากทั้งจากแบรนด์ไทยและต่างประเทศทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ที่เข้ามาเจาะตลาดในประเทศอย่างต่อเนื่อง เกิดภาวะการแข่งขันอย่างรุนแรง ผู้บริโภคสามารถมองหาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ได้มากกว่า ในราคาที่ถูกกว่าได้ไม่ยาก ประกอบกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความกล้ามากขึ้นที่จะทดลองสินค้าและบริการใหม่ๆโดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ในปัจจุบัน
2. ผู้บริโภคมีความต้องการมากขึ้น มีความต้องการซับซ้อนขึ้นต้องการคุณภาพสินค้าที่สูงขึ้นตรงใจมากขึ้นคาดหวังการบริการที่ดีขึ้น รวดเร็วขึ้นแบบเรียลไทม์โดยเฉพาะธุรกิจในภาคบริการ และธุรกิจ E-commerce
3. การสื่อสารทวีความซับซ้อน เนื่องด้วยต้องบริหารช่องทางการตลาด (Marketing Channels) หลากหลายช่องทางทำให้บริหารได้ยากไม่เกิดประสิทธิผลและการเริ่มปรับตัวสู่ออนไลน์แบบเต็มรูปแบบในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้หลายแบรนด์เพิ่มช่องทางการสื่อสารเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคให้ได้มากที่สุดทั้ง Facebook, IG, Line, YouTube, Twitter และ Tiktok เป็นต้น ซึ่งหลายๆแบรนด์ทำพลาดเพราะใช้วิธีสื่อสารในทุกๆช่องทางเหมือนกันหมด เช่น นำ Content ที่ทำเพื่อโพสในFacebook มาใช้โพสบน IG ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วแต่ละช่องทางมีวัตถุประสงค์ในการใช้เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคที่แตกต่างกัน จึงต้องมีลักษณะการทำ Content ที่แตกต่างกัน และในส่วนของงานโฆษณา ผู้บริโภคเบื่อหน่ายในการเห็นโฆษณาแบบเดิมซ้ำๆ หรือโฆษณาที่ไม่ตรงกับความสนใจของตนเอง ทำให้สูตรการทำโฆษณาในอดีตที่เน้นเรื่องการทำ Reach&Frequencyเริ่มเห็นผลน้อยลงอย่างมีนัย
4. ค่าโฆษณาออนไลน์พุ่งสูงขึ้น เมื่อทุกธุรกิจมุ่งสู่ออนไลน์จึงเกิดสงครามการแย่งชิงพื้นที่โฆษณาบนสื่อออนไลน์ต่างๆ ขึ้นเกิดการบิดราคาแข่งขันกันทำให้ค่าโฆษณาสูงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อต้นทุนค่าโฆษณาในแต่ละแพลตฟอร์มสูงขึ้น คำถามที่แบรนด์และธุรกิจจะต้องเจอคือจะบริหารค่าโฆษณาในทุกแพลทฟอร์มอย่างไรจึงจะเกิดประสิทธิภาพและได้ ROI สูงที่สุด

ทั้งนี้ จากเพนพ้อยท์ดังกล่าว วายดีเอ็ม ได้วาง 4 กลยุทธ์เพื่อช่วยให้นักการตลาดและแบรนด์เร่งกระบวนการ Marketing transformation โดยผสานเทคโนโลยีและครีเอทีฟ เปิดโอกาสที่มากขึ้นให้กับแบรนด์ด้วยการขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจแบบ Full-Funnel ในยุคอาฟเตอร์โควิด-19 ได้แก่
1. GoBeyond CRM เมื่อลูกค้าขาด Brand loyalty แบรนด์ต้องเดินเกมรุกเหนือกว่าการทำCRMและยกระดับขึ้นสู่Customer Data Platform (CDP) โดยพยายามเก็บรวบรวมข้อมูลทุกคนที่มา Engage กับแบรนด์ในหลากหลายช่องทางทั้ง online และ offline เช่น Website, Social Media Platforms, POS ทั้งที่เป็นลูกค้าและที่ยังไม่เป็นลูกค้าตามเก็บพฤติกรรมการเสพโฆษณา การอ่านคอนเทนส์ และความสนใจในการเลือกซื้อสินค้าโดยเก็บข้อมูลไว้ในที่เดียว เพื่อให้เข้าใจลูกค้าในทุก Stage ของ Customer journey และทำการสื่อสารแบบ Personalized marketing เช่น เมื่อลูกค้าแสดงความสนใจที่จะซื้อสินค้าแล้ว แทนที่จะให้เห็นหนังโฆษณาตัวเดิมซ้ำๆอาจเปลี่ยนการสื่อสารเป็นแบนเนอร์เน้นเข้าใจง่ายแล้วพูดเรื่องโปรโมชั่น เพื่อปิดการขายนอกจากนี้ CDP ยังสามารถที่จะต่อยอดไปสู่การทําMarketing automationที่สามารถสื่อสารไปยังลูกค้าแบบถูกที่ถูกเวลาเช่น เมื่อรู้ว่าลูกค้ากำลังจะใช้สินค้าหมด ก็ส่งข้อความผ่านทางLineOA ยื่นข้อเสนอให้ซื้อสินค้าใช้ต่อในราคาพิเศษเป็นต้น ข้อมูลที่เก็บไว้ยังสามารถนำมาวิเคราะห์สู่การสร้าง Segment ใหม่ๆไปจนถึงการพัฒนากลยุทธ์การตลาดอย่างมีประสิทธิภาพและวัดผลได้ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายทางการตลาด สร้างยอดขายและรายได้ที่ตอบโจทย์ธุรกิจ
2. Advertising Technology ใช้เทคโนโลยีช่วยในการวิเคราะห์และวางแผนซื้อโฆษณาดิจิทัลผ่าน Modern digital media โดยใช้ AI ในการทำ Prediction เพื่อวางแผนซื้อสื่อออนไลน์แบบเรียลไทม์ ผนวกกับ Data จาก CDP และ Third party data เพื่อการซื้อสื่อที่แม่นยำยิ่งขึ้น พร้อมช่วยบริหารจัดการงบประมาณในแต่ละช่องทางเพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคได้แม่นยำ โดยทำการ Optimize media แบบอัตโนมัติ ซึ่งต่างจากการซื้อสื่อดิจิทัลแบบเดิมๆที่พึ่งพาเพียง Research และ Data จาก Media platformต่างๆ และทำการ Optimize โดยใช้คนเป็นหลัก
3.การตลาดแบบ Full Funnel ไร้รอยต่อ นอกจากการใช้เทคนิคการสื่อสารแบบ Personalized message ที่เหมาะกับลูกค้าในแต่ละ Stage ของ Customer journey แล้ว กลุ่มเป้าหมายในแต่ละช่องทางที่ต่างกันก็ไม่ควรสื่อสารด้วยข้อความเดียวกัน รูปแบบเดียวกันด้วย ทั้งนี้เพื่อประสิทธิภาพในการสื่อสารสูงสุด เช่น แพลตฟอร์มTiktok ที่มีความเป็นเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ไม่ควรลงโฆษณาที่มีเนื้อหาอัดแน่นทางการมากเกินไป บนYouTube สื่อสารด้วยStory Tellingต้องเล่าเรื่องให้น่าสนใจให้ผู้บริโภคดูจนจบบน Twitterใช้เทคนิคการสื่อสารแบบชวนคุย บนFacebookแชร์เรื่องราวและเนื้อหาที่น่าสนใจ เพื่อเน้นการสร้างการมีส่วนร่วม (Engagement) กับแบรนด์Line OAซึ่งในตอนนี้แบรนด์ส่วนใหญ่จะใช้ในบทบาทของ CRM ส่วนบนแพลตฟอร์ม Offline โทรทัศน์และบิลบอร์ดใช้เทคนิคดึงดูดความสนใจบนข้อความที่สั้นกระชับและเข้าใจง่าย ทั้งนี้ด้วยช่องทางการสื่อสารที่มีมากมาย ทำให้แบรนด์สิ้นเปลืองงบประมาณในการทำ Content ซึ่งแบรนด์สามารถนำเอาเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในการทำ Content ช่วยทำภาพ หรือคิด Caption ต่างๆ ทำให้สามารถทำ Content ได้มากขึ้นในงบประมาณที่น้อยลง
4. New Marketเจาะตลาดกลุ่มใหม่ๆ ที่คู่แข่งยังไม่ลงไปเล่นเพื่อมองหาโอกาสใหม่ให้กับแบรนด์ เช่น การตลาดภูธรทำการตลาดกับคนต่างจังหวัดที่เป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศการตลาดใน สปป.ลาวที่พบว่าผู้บริโภคมีพฤติกรรมนิยมและชื่นชอบบริโภคสินค้าไทย หรือการตลาดกับเกมเมอร์ เป็นต้น เพื่อเพิ่มโอกาส ขยายฐานลูกค้า รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

“วายดีเอ็ม เป็นเอเจนซี่ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด พร้อมผสานการทำงานระหว่างเทคโนโลยีกับครีเอทีฟ นำข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ทำให้นักการตลาดและแบรนด์สร้างยอดขายและกำไรตามแผนธุรกิจโดยได้วางระบบ CDP ร่วมกับการใช้ระบบ AI เพื่อวางแผนการซื้อโฆษณาและการติดต่อ Data Partners สร้างฐานข้อมูลองค์กร เพิ่มความแข็งแกร่งรวมถึงการทำการตลาดแบบ Full-Funnel ยกระดับให้นักการตลาดและเแบรนด์ก้าวผ่านยุคอาฟเตอร์โควิด-19 และเติบโตในตลาดยุค 5.0 ได้อย่างมั่นคง โดยในปี 2566 นี้ วายดีเอ็ม ตั้งเป้ารายได้ 1,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 65% จากปีที่ผ่านมาทั้งนี้ สัดส่วนรายได้คาดว่าจะมาจากกลุ่มกลุ่มครีเอทีพ Full Funnel 45% จากกลุ่มมาร์เทค 45% และจากกลุ่มโอกาสธุรกิจใหม่10%นอกจากนี้ วายดีเอ็ม เตรียมเปิดตัว MarTech “DFinery” เทคโนโลยี CDP แบบใหม่ เล็งขยายควบซื้อกิจการธุรกิจต่อยอดธุรกิจทั้งในและต่างประเทศเร็วๆ นี้ รวมทั้ง เตรียมปูทางเดินหน้านำบริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2567” ธนพล กล่าวทิ้งท้าย
สามารถติดตามข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม วายดีเอ็ม (ไทยแลนด์) ได้ที่
https://www.ydmthailand.com