ตลอดระยะเวลาเกือบ 6 ทศวรรษ กับการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยของแบรนด์สีทาอาคารอันดับ 1 อย่าง “TOA” ที่สามารถแข่งขันในตลาด และเอาชนะ TOP 5 แบรนด์คู่แข่งยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศทั้งฝั่งยุโรปและญี่ปุ่น จนขึ้นแท่นเป็นแบรนด์สีเบอร์ 1 ในประเทศไทยได้ในที่สุด กับมูลค่าส่วนแบ่งการตลาดมากกว่าครึ่งของตลาดสีทาอาคารทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและไว้วางใจของผู้บริโภค จนสามารถ คว้ารางวัล Thailand's Most Admired Brand & Company Award มาครอบครองได้เป็นปีที่ 12 ติดต่อกัน
การก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ในตลาดสีและคงความเป็นที่ 1 นี้ไว้ได้ก็ด้วยแนวคิดพื้นฐานที่สำคัญ คือการไม่หยุดนิ่งในการนำเสนอสินค้าและบริการที่ดีกว่าให้กับผู้บริโภค แนวคิดนี้สะท้อนออกมาเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัด คือการตอบสนองด้วยคุณภาพสินค้าที่ดีเยี่ยม (Product Quality), นวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้งานที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้บริโภค คู่ค้า และสิ่งแวดล้อม (Product Innovation) ด้วยแบรนด์สินค้าเรือธง (Product Flagship) อย่าง SuperShield, TOA Shield-1, 4Seasons ฯลฯ พร้อมทั้งขยายธุรกิจสร้างฐานผลิตที่แข็งแกร่งในภูมิภาคอาเซียน ทั้งที่เวียดนาม เมียนมา ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ถือเป็นแบรนด์สีรายแรกของไทยที่ออกไปจับปลาในมหาสมุทร

คุณนันทพล บุญเหลือ ผู้อำนวยการสายงานการตลาด บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA กล่าวว่า ที่ผ่านมา TOA เป็นผู้นำนวัตกรรมที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในตลาดสีทาอาคารของประเทศไทยมาโดยตลอด เริ่มตั้งแต่ยุคปี พ.ศ. 2520 ยกเลิกสารปรอทตะกั่วในสีทาอาคารเป็นรายแรกของไทย
TOA เป็นผู้นำในการปฏิวัติวงการสี เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 TOA ได้คิดค้นและผลิตสีที่ปลอดสารปรอทและสารตะกั่วได้สำเร็จเป็นรายแรกของประเทศไทย เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค แม้จะแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นตามไปก็ตาม และสุดท้ายสีค่ายตะวันตกก็หันมาผลิตสีปลอดสารโลหะหนักตามเรา
ต่อมา ในปี พ.ศ. 2522 ที่การก่อสร้างอาคารสูงในประเทศไทยเริ่มมีเพิ่มมากขึ้น สีทาอาคารที่มีในเวลานั้นเป็นสีน้ำพลาสติกที่มีความคงทนต่ำ เพียง 3-5 ปี ก็เกิดปัญหา TOA จึงได้นำนวัตกรรมสีน้ำอะคริลิกแท้ (100% Pure Acrylic Polymer Emulsion) มาใช้เป็นรายแรกในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้แบรนด์สี “SuperShield” สีเกรดคุณภาพสูงสุด ด้วยนวัตกรรมเช็ดล้างทำความสะอาดตัวเองได้ (Self-Cleaning Technology) ทนทานนานกว่า 20 ปี ช่วยลดระยะเวลาการทาสีใหม่ ลดต้นทุนการดูแลรักษา สิ่งนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตลาดสีทาอาคารในประเทศไทย ที่ผู้เล่นอื่นต้องปรับตัวรับการแข่งขัน ผลที่ตามมา คือตลาดสีประเทศไทยเกิดการพัฒนาด้านคุณภาพขึ้นไปอีกขั้น ถือเป็นการปฏิวัติวงการตลาดสีน้ำพลาสติก (Latex Polyvinyl Acetate Copolymer) อย่างสิ้นเชิง
ไม่เพียงเท่านั้น TOA ยังเป็นผู้ผลิตสีทาอาคารรายแรกๆ ที่ได้นำเครื่องผสมสีอัตโนมัติเข้ามาใช้งานในประเทศไทย จากเดิมร้านค้าตัวแทนจำหน่ายสี ต้องเก็บสต๊อกสีจำนวนมากตามจำนวนเฉดสีเพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า ซึ่งใช้พื้นที่จัดเก็บและเงินลงทุนจำนวนมาก ซึ่งหลายครั้งอาจไม่สามารถมีเฉดสีที่ตอบสนองตามความต้องการของลูกค้าได้ การมาของเครื่องผสมสีอัตโนมัติจึงตอบโจทย์ทั้งร้านค้าตัวแทนจำหน่าย ไม่ต้องเก็บสต๊อกสีจำนวนมาก ลูกค้าสามารถเลือกสีได้หลากหลายมากขึ้นนับพันเฉดสี เป็นการเปลี่ยนโฉมตลาดสีทาอาคารในประเทศไทยไปอย่างสิ้นเชิง
การนำเสนอนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคอยู่ตลอดเวลา เป็นจุดแข็งสำคัญของ TOA อาทิ สีทาอาคารเทคโนโลยี Plant-Based อย่าง TOA ORGANIC CARE สีทาภายในที่ปลอดภัยขึ้นไปอีกขั้นต่อการอยู่อาศัย ด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติ สารระเหยต่ำกลิ่นอ่อน เป็นมิตรต่อทุกคนในบ้าน ทั้งเด็ก คนชรา และผู้ที่แพ้ง่าย หรือล่าสุดในปีที่ผ่านมามีการเปิดตัวสี TOA Aqua Shield 2 in1 Multi-Surfaces นวัตกรรมสีทาเหล็กและหลากหลายพื้นผิว สูตรน้ำ ไม่ต้องทารองพื้น ไม่ต้องผสมทินเนอร์ มีความทนมากกว่าสีน้ำมันทั่วไป 3 เท่า กลิ่นอ่อน มีเทคโนโลยีพิเศษช่วยป้องกันสนิม เป็นต้น
“การทาสีเหล็กใหม่ในบ้านแต่ละครั้งนับเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะสีทาเหล็กทั่วไปต้องผสมทินเนอร์ ทาทีส่งผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยไม่น้อย แต่ ‘TOA AQUA SHIELD’ นวัตกรรมสีทาเหล็กสูตรน้ำ ทาตอนเช้า ตกเย็นสามารถกลับเข้าอยู่ได้ ถือว่าเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง”
การไม่หยุดตัวเองอยู่เพียงแค่ธุรกิจสีทาอาคาร ทำให้ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา TOA ได้ขยายตัวเองออกไปในธุรกิจวัสดุก่อสร้างอื่นๆ ประกาศตัวเองเป็นมากกว่าสีทาอาคาร ภายใต้คอนเซ็ปต์ Growing Beyond Colors ตอบโจทย์งานก่อสร้างเพิ่มมากขึ้น ขยายเข้าไปในกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ก่อสร้าง เคมีภัณฑ์กันซึม วัสดุอุดรอยต่อ ฯลฯ ล่าสุดยังขยายต่อไปยังกลุ่มสินค้า Cement-Based Products, ปูนกาว รวมถึงแผ่นยิปซัม และกระเบื้องปูพื้นปูผนัง ที่เข้ามาเติมเต็มพอร์ตสินค้าของ TOA เพิ่มมากขึ้น ตอบโจทย์การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันแบบ Total Solution ที่คู่แข่งเทียบได้ยาก
“ความครบครัน ความหลากหลายของสินค้าที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่สีทาอาคาร เป็นจุดแข็งสำคัญของแบรนด์ที่ช่วยตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคในทุกกลุ่ม ทำให้เราเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในใจผู้บริโภค” คุณนันทพล กล่าว
นอกจากคุณภาพ นวัตกรรม และความครบครันของสินค้า การสื่อสารทางการตลาดยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ TOA สามารถครองใจผู้บริโภคเป็นอันดับ 1 แบรนด์ให้ความสำคัญในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่ม ทั้งผู้บริโภคทั่วไป ช่างผู้รับเหมา สถาปนิก ผู้ออกแบบ เจ้าของบ้าน ไปจนกระทั่งร้านค้าตัวแทนจำหน่ายอย่างทั่วถึงและสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ

ตัวอย่างการสื่อสาร เพื่อสร้างแบรนด์ของ TOA อาทิ แคมเปญโฆษณา TOA Shield Series ที่มีสีตัวท็อปอย่าง “SuperShield” ที่มาพร้อมกับ “TOA Shield-1” ใช้คอนเซ็ปต์แบบพี่จูงน้อง อาศัยจุดร่วมสำคัญ คือคำว่า “Shield” ที่ผู้บริโภครู้จักและเชื่อมั่นว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูง สร้างเป็น Master Brand ครอบสินค้าทั้งคู่ ภายใช้ชื่อ “TOA Shield Series” ที่สะท้อนว่าเป็นสีทาอาคารเกรดสูงสุดจาก TOA ทำให้สามารถสื่อสารสินค้า 2 แบรนด์พร้อมกัน สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารมากยิ่งขึ้น
หรือในกรณีสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์ “สีเคลือบหรือสีทาเหล็ก” ซึ่งเหล็กเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญในงานก่อสร้างและจำเป็นต้องได้รับการปกป้องดูแลปกป้องจากปัญหาสนิม แต่ด้วยสินค้าที่เกี่ยวกับงานเหล็กของ TOA ที่มีกว่า 20 แบรนด์ ทำให้ยากในการสื่อสาร จึงสร้าง Master Brand ขึ้นมา ภายใต้แคมเปญ “TOA Metal Expert Series” เพื่อเป็น Iconic ในการสร้างการจดจำเพื่อสื่อถึงความเป็นตัวจริงเรื่องสินค้าสีงานเหล็กคุณภาพสูงให้ผู้บริโภคได้มั่นใจ ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีเยี่ยม โดยเฉพาะจากร้านค้าตัวแทนจำหน่ายสี ที่ต้องการสัญลักษณ์ดังกล่าวตั้งไว้ในร้านเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้า
นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคได้ตลอดเวลา คือการให้ความสำคัญกับทีมงานวิจัยและพัฒนาสินค้า หรือ R&D ที่คอยเก็บข้อมูล และมุ่งพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ร่วมกับพาร์ทเนอร์ผู้นำเทคโนโลยีสีในต่างประเทศ ผนวกกับความยืดหยุ่นและความพร้อมเรื่องกำลังคนในบริษัท ทำให้แบรนด์มีความได้เปรียบในการแข่งขัน เพื่อตอบสนองความต้องการผู้บริโภคในทุกกลุ่มเป้าหมาย ทุกเกรดสินค้า พร้อมทั้งยังเปิดรับ Feedback จาก ผู้บริโภคผู้ใช้งานจากทุกช่องทางทั้ง Online และ Offline พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญเบื้องหลัง ที่คอยให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหา ทำให้ผู้บริโภคนอกจากจะมั่นใจในคุณภาพสินค้าแล้ว ยังอุ่นใจกับบริการหลังการขายอีกด้วย
อีกหนึ่งเสาหลักสำคัญที่เสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ คือโครงสร้างตัวแทนจำหน่ายที่แข็งแรงมากกว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งสามารถพบป้ายร้าน TOA ตามท้องถนนทั่วไป มีการประมาณว่าถนนไฮเวย์ประเทศไทย มีความยาวประมาณ 50,000 กม. เท่ากับว่าเฉลี่ยแล้วทุกๆ 10 กม.จะเจอร้าน TOA อยู่อย่างน้อย 1 ร้าน นี่เป็นอีกจุดแข็งที่สำคัญที่เป็น Competitive Advantage ของ TOA ทำให้แบรนด์ส่งมอบผลิตภัณฑ์ไปยังลูกค้าได้ง่ายและทั่วถึงมากขึ้น
สำหรับภาพรวมตลาดในปีนี้ คุณนันทพล ให้ความเห็นว่า ตลาดการก่อสร้างและการรีโนเวทมีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากการฟื้นตัวของธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวเป็นอีกส่วนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศและมีความเกี่ยวพันกับธุรกิจหลายด้าน ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว กิจกรรมอีเวนท์ต่างๆ สิ่งเหล่านี้กำลังกลับมา ก่อให้เกิดการปรับปรุงอาคาร สถานที่ เพื่อรองรับกำลังผู้คนและการท่องเที่ยว
“ภาคการก่อสร้างภาพรวมในปีนี้น่าจะดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรีโนเวทเพื่อรองรับการท่องเที่ยว จากต้นปีที่ผ่านมาเราเห็นรายได้ในกลุ่มจังหวัดท่องเที่ยว มีการเติบโตในระดับที่สูงมากเกินกว่า 50% ถือเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในรอบหลายปี เห็นชัดว่าเป็นผลมาจากภาคการท่องเที่ยว จึงคาดว่าภาพรวมของตลาดปีนี้น่าจะเอื้อต่อการขยายตลาดของเรา” คุณนันทพล กล่าวทิ้งท้าย ®