มีตัวเลขที่น่าสนใจชุดหนึ่ง คือกว่า 80% ของตัวเลข GDP ประเทศไทยมาจากรายได้ของธุรกิจครอบครัว นอกจากนี้บริษัทจำนวน 3 ใน 4 ของธุรกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็ยังเป็นกลุ่มธุรกิจครอบครัว
ธุรกิจครอบครัวจึงถือเป็นสัดส่วนธุรกิจที่ใหญ่มากจนอาจเรียกได้ว่าเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจประเทศไทย
ดังนั้น การรักษาและส่งต่อธุรกิจครอบครัวให้ยั่งยืนจึงถือเป็นการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยด้วยเช่นกัน
ที่ผ่านมาธุรกิจครอบครัวต้องเจออุปสรรคในการบริหารงานหลายเรื่อง ซึ่งถือเป็นความท้ายใหม่ๆ เช่น
1. ความเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและภาษี ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายรับ รายจ่ายของกงสี อาทิ เรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง, ภาษีที่ดินรกร้าง ฯลฯ ที่มีอัตราการเรียกเก็บที่สูงขึ้น
2. ความเปลี่ยนแปลงระหว่างเจนเนอเรชั่น โดยเฉพาะในช่วง COVID-19 ที่ผ่านมา หลายครอบครัวต้องเสียผู้บริหารทางธุรกิจไป โดยที่ยังไม่ได้มีการวางแผนธุรกิจครอบครัวไว้ ในขณะที่หลายครอบครัวเริ่มมองเรื่องการวางแผนส่งต่อธุรกิจ ซึ่งการส่งไม้ต่อธุรกิจครอบครัวนี้ไม่ได้ง่ายเหมือนก่อน เนื่องจากรุ่นลูก รุ่นหลาน ที่เป็นเจนเนอเรชั่นใหม่ หลายคนอยากมีอิสระ อยากสร้างธุรกิจ โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่หลายครอบครัวที่ต้องขายธุรกิจ เพราะว่าลูกหลานไม่รับช่วงต่อ
แต่อีกปัญหาที่เป็นคลื่นใต้น้ำ แต่มีพลังทำลายรุนแรงไม่แพ้กันก็คือความขัดแย้งในครอบครัว
พีระพัฒน์ เหรียญประยูร Managing Director, Wealth Planning and Non Capital Market Head, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ลูกค้ากลุ่ม Private Banking กว่า 15% ต้องเผชิญกับความขัดแย้งระหว่างสมาชิกในครอบครัวอันเนื่องมาจากการจัดการธุรกิจครอบครัวและทรัพย์สินกงสี
ที่สำคัญก็คือความขัดแย้งนี้ส่วนใหญ่เป็นปัญหาระดับรุนแรง จนครอบครัวแก้ปัญหาเองไม่ได้ ซึ่งจำเป็นต้องพึ่งพากฎหมายเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งจากสถิติพบว่า การใช้กฎหมายเข้ามาตัดสินจะยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวเลวร้ายลงไปมากขึ้นกว่าเดิม

ต้นตอของปัญหาหลายคนคงอยากจะรู้ว่าคนรวยเหล่านี้เขาทะเลาะกันเรื่องอะไร KBank Private Banking ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจ ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้
ถ้าไม่นับรวมเรื่องการทุจริต ธุรกิจครอบครัวมักเริ่มมาจาก
1. เรื่องความรู้สึกที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะกับครอบครัวจีนที่ยึดถือธรรมเนียมดั้งเดิม คือให้ความ สำคัญกับนามสกุลจึงทำให้ลูกชายมีบทบาทมากกว่าลูกสาว เพราะสังคมไทยเจ้าสัวยุคก่อนชอบบังคับให้ลูกๆ มาดูแลธุรกิจในแต่ละเรื่องผ่านความคิดเป็นของตัวเอง ลูกๆ จะพูดอะไรไม่ได้ จนกระทั่งเจนเนอเรชั่นแรกเริ่มวางมือจะมีความขัดแย้งมากขึ้น เช่น พ่อวางแผนธุรกิจหลักให้ลูกชาย ส่วนลูกสาวให้ทำธุรกิจอื่นๆ ที่เป็นรองทำให้เป็นเรื่องความขัดแย้งทางความรู้สึก
และในท้ายที่สุด ปัญหานี้จะเริ่มลามจากรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นหนึ่ง เพราะว่าคู่ขัดแย้งจะได้รับข้อมูลจากฝั่งที่ตัวเองใกล้ชิด ซึ่งทำให้เกิดความล่มสลายของระบบกงสี
2. เรื่องการจัดการทรัพย์สินของกงสีที่ไม่ลงตัว เช่น ลูก 4 คนได้ที่ดินเป็นมรดกมา บางคนอยากขาย บางคนอยากเก็บ ทำอย่างไรจะตกลงกันได้ จะขายราคาเท่าไหร่ ขายแล้วแบ่งกันอย่างไร สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความขัดแย้งเริ่มต้นที่ลามไปถึงเรื่องอื่นๆ

การแก้ปัญหาต้องใช้นักกฎหมาย + นักจิตวิทยา
เมื่อปัญหาครอบครัวเดินมาถึงจุดที่ไม่สามารถพูดคุยกันในบ้านได้อีกต่อไป ครอบครัวส่วนใหญ่จึงมัก จะใช้นักกฎหมายหรือทนายเข้ามาเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาจนเกิดการฟ้องร้องกัน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก่อนที่จะมีการตัดสินทางกฎหมายนั้นก็คือความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวเริ่มบาดหมางอย่างจริงจัง เพราะว่ามีนักกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นการต่อสู้เพื่อเอาชนะทางข้อกฎหมาย และทำให้เรื่องเล็กๆ บางเรื่องขยายตัวจนนำไปสู่การแตกแยกของกงสีแบบถาวร
คำแนะนำของพีระพัฒน์ ก็คือบางครั้งคนกลางอย่างธนาคารก็สามารถเข้ามามีส่วนช่วยในการแก้ ปัญหาเหล่านี้ได้
“ส่วนใหญ่มองว่าธนาคารมีความเป็นกลาง เลยมาปรึกษาอะไรที่เป็นคนกลาง เพราะเมื่อไหร่ที่ขัดแย้งและมีการเชิญนักกฎหมายเข้ามา บรรยากาศครอบครัวจะเปลี่ยนไปทันที เนื่องจากจะเป็นเรื่องของการเอาชนะทางกฎหมาย เพราะทนายมองเรื่องข้อกฎหมายอย่างเดียว ไม่มีทักษะในการประนีประนอม แต่ธนาคารที่เป็น Private Banking ส่วนใหญ่จะมีทีมงานที่มีประสบการณ์ในการไกล่เกลี่ยได้ เพราะมีทีมงานที่ทำธรรมนูญครอบครัว มีทีมนักกฎหมาย และทีมนักจิตวิทยาที่จะช่วยแก้ ปัญหา”

ขั้นตอนการแก้ปัญหากงสี
โดยทั่วไปการแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในครอบครัวนั้น สามารถแบ่งได้เป็น 4 ขั้นตอน คือ
1. วิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการทำให้ครอบครัวกลับมาคืนดีกัน โดยคู่ขัดแย้งจะต้องเล่าปัญหาความขัดแย้ง เพื่อให้ทีมที่ปรึกษาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการแก้ปัญหา
2. กำหนดแผนการไกล่เกลี่ย โดยตรวจสอบปัญหาที่ทำให้เกิดความขัดแย้งภายในครอบครัว
3. เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยโดยหาผู้เชี่ยวชาญการไกล่เกลี่ยทั้งทางด้านกฎหมายและจิตวิทยามาทำ งานร่วมกัน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นจะมี 3 แนวทาง คือ
3.1 ตกลงกันได้ตามข้อเสนอ โดยมีการนำนักกฎหมายเข้ามาช่วยในการร่างข้อตกลงร่วมกัน
3.2 คู่กรณีไม่สามารถตกลงกันได้ กรณีนี้จำเป็นต้องหานักกฎหมายที่คู่กรณีทุกฝ่ายร่วมกันเลือกมา เพื่อช่วยระงับข้อพิพาท โดยเน้นข้อกฎหมายเพื่อยุติข้อพิพาทแทนการฟ้องร้อง และจบด้วยการทำสัญญาร่วมกัน
3.3 ระงับข้อพิพาทไม่สำเร็จ กรณีนี้คู่พิพาทจะต้องไปดำเนินการฟ้องร้องกันในชั้นศาลต่อไป
ซึ่งจากประสบการณ์ที่ทำงานมาของพีระพัฒน์ พบว่าผลลัพธ์ของความขัดแย้งนั้น มีค่าเฉลี่ยทั้ง 3 แบบที่สูสีกัน
“ที่ผ่านมา เราเจอเคสทั้ง 3 แบบเลย สัดส่วนพอๆ กัน มีทั้งที่ตกลงได้ พี่หรือน้องยอมแยกจากกงสีไปแต่ความสัมพันธ์ยังมีอยู่ พี่หรือน้องยอมขายที่ดินมรดก ซึ่งธนาคารช่วยประเมินราคาที่ดินให้ เพราะมีทีมงานประเมินที่ดินอยู่แล้ว เราเข้าไปช่วยพี่น้องคำนวณว่าแต่ละคนจะได้เงินเท่าไหร่ ถ้าจะออกจากกงสีไป และก็มีแบบที่ตกลงกันไม่ได้ มีจบแบบต้องไปศาล
3 จุดเด่นของบริการ Reconciliation Service เพื่อไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและยุติปมความขัดแย้งในธุรกิจครอบครัว คือ 1. รักษาสายสัมพันธ์ครอบครัว 2. ยุติความขัดแย้งในระยะเวลาอันสั้น 3.จัดการกงสีและธุรกิจได้อย่างราบรื่น”

ธรรมนูญครอบครัว เครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดปัญหาพีระพัฒน์ อธิบายว่า จากการที่ทีมงานได้ให้บริการลูกค้ารวมกว่า 4,000 ราย หรือประมาณ 790 ครอบ ครัว พบว่ากว่า 15% ของลูกค้าที่มีความต้องการวางแผนการบริหารสินทรัพย์ครอบครัวต้องเผชิญกับปมปัญหาความขัดแย้งภายในครอบครัวที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ และอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจครอบครัวถึงขั้นสะดุดหยุดลงได้ ซึ่งหากธุรกิจครอบครัวของลูกค้าไม่สามารถไปต่อได้ อาจจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย
ในขณะเดียวกัน หากปัญหาความขัดแย้งต้องเดินเข้าสู่กระบวนการศาล ผลที่ตามมาก็คือจะนำไปสู่การฟ้องร้องที่ยืดเยื้อและมีค่าใช้จ่ายสูง รวมถึงสร้างความเครียดและผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ซึ่งอาจนำไปสู่ความล่มสลายของธุรกิจครอบครัวและกงสี
ดังนั้นคำแนะนำก็คือ ครอบครัวไหนที่มีขนาดใหญ่และกลัวว่าจะเกิดปัญหาในอนาคตให้รีบหาผู้เชี่ยว ชาญมาจัดทำ “ธรรมนูญครอบครัว”
ธรรมนูญครอบครัว คือบันทึกข้อตกลงร่วมกันของคนในครอบครัวเกี่ยวกับการวางแผนและจัดการเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องธุรกิจครอบครัว เช่น นโยบายการทำงานของสมาชิกในธุรกิจครอบครัว รวมถึงเรื่องสิทธิและหน้าที่ของสมาชิกในครอบครัว เพราะจะเป็นตัวกำหนดกฎ กติกา และเงื่อนไขในการทำงานร่วมกันเพื่อลดความขัดแย้งของคนรุ่นปัจจุบัน และป้องกันการเกิดปัญหาของสมาชิกรุ่นต่อๆ ไปที่เข้ามาสืบทอดธุรกิจ
“ค่าใช้จ่ายในการเขียนธรรมนูญครอบครัวจะตกประมาณ 4-5 แสนบาทต่อเคส เช่น การคิดค่าใช้จ่ายในการประชุม 10 ครั้ง เพราะมีสำนักกฎหมายที่รับทำธรรมนูญครอบครัวอยู่แล้ว ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้ถูกกว่าค่าทนายเวลาเกิดปัญหาขึ้นมา เพราะทั้ง 2 ฝั่งต้องจ้างทนาย”
จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ช่วยได้
อีกหนทางหนึ่งในการแก้ปัญหาความขัดแย้งของระบบกงสีที่ได้ผลก็คือการปรับโครงสร้างการจัดการธุรกิจครอบครัวด้วยการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยไม่ได้มีวัตถุประสงค์หลักคือการขยายธุรกิจหรือระดมทุน แต่เอาเข้าตลาดเพื่อเป็นการป้องกันความขัดแย้งของเจนเนอเรชั่นถัดไปที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
พูดง่ายๆ ก็คือเปลี่ยนการทำงานจากระบบกงสีไปสู่ระบบการบริหารงานที่เป็นมาตรฐาน โดยคนในกงสี Exit มาเป็นผู้ถือหุ้นแทน โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องการบริหารงาน ส่วนเรื่องการบริหารงาน ถ้าคิดว่ายังจำเป็นต้องบริหารต่อก็ทำได้ หรือจ้างนักบริหารมืออาชีพเข้ามาสานต่อก็ได้
“ธุรกิจครอบครัวยังไงก็ยังเป็นครอบครัวอยู่ แม้ว่าจะเข้าตลาด สิ่งที่เปลี่ยนแปลงจะเป็นเรื่องของรูปแบบมากกว่า เช่น การทำให้กงสีเป็น Professional มากขึ้น เอามือปืนเข้ามาบริหาร แต่ว่าโครงสร้างยังไม่เปลี่ยนแปลงมาก”