เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นตัดสินใจปล่อยน้ำเสียจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะที่ได้รับการบำบัดแล้วลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกแล้วเป็นจำนวนราว 1,000 แทงค์ หรือ 1.33 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยน้ำเหล่านี้เป็นน้ำเสียที่เกิดจากการใช้หล่อเย็นเครื่องปฏิกรณ์ จากนั้นก็นำมากรองและเก็บไว้ในแท็งก์น้ำ ก่อนจะผ่านระบบบำบัดจนขจัดสารกัมมันตรังสีส่วนใหญ่ได้ และปล่อยออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิกในที่สุดเนื่องด้วยแท็งก์น้ำที่รับน้ำเสียกำลังจะเต็ม
การตัดสินใจปล่อยน้ำเสียจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะลงสู่มหาสมุทรในครั้งนี้ สร้างความวิตกกังวลให้กับหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่นำเข้าอาหารทะเลจากประเทศญี่ปุ่น และจากข้อมูลการส่งออก “ปลาสด” (Live Fish) ของประเทศญี่ปุ่นไปยังต่างประเทศในปี 2022 พบว่า ประเทศที่นำเข้าปลาสดจากประเทศญี่ปุ่นมากที่สุดก็คือ 10 อันดับแรกนั้น ได้แก่
-เกาหลีใต้ 56% มูลค่า 78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
-จีน 7.7% มูลค่า 10.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
-ส่วนอื่นๆ ในเอเชียรวมกัน 8.2% มูลค่า ล้านดอลลาร์สหรัฐ
-สหรัฐ 4.93% มูลค่า 6.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
-อินโดนีเซีย 3.87% มูลค่า 5.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
-เวียดนาม 3.03% มูลค่า 4.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
-ไทย 2.44% มูลค่า 3.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
-สหราชอาณาจักร 2.24% มูลค่า 3.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
-เนเธอร์แลนด์ 2.21% มูลค่า 3.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
-เยอรมนี 2.13% มูลค่า 2.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
และหากเป็น “อาหารทะเล” ทั้งหมด จะพบว่า ประเทศที่นำเข้าอาหารทะเลจากประเทศญี่ปุ่นมากที่สุดในปี 2022 ได้แก่ จีน คิดเป็น 22.5% จากมูลค่ารวมทั้งหมด 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมาก็คือฮ่องกง คิดเป็น 19.5% และสหรัฐ คิดเป็น 13.9% โดยในส่วนนี้ประเทศไทยเองก็เป็นอันดับ 6
ล่าสุด ประเทศจีนและฮ่องกง (ซึ่งถือว่าเป็นผู้นำเข้าอาหารทะเลจากประเทศญี่ปุ่นมากที่สุดในโลก รวมไปถึงนำเข้าปลาสดเป็นอันดับ 3 โดยจีนนำเข้าปลาทูน่าบลูฟินและหอยเชลล์มากที่สุด) ได้ประกาศแบนการนำเข้าอาหารทะเลทั้งหมดจากประเทศญี่ปุ่น เพราะวิตกการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีจากน้ำจากจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะที่ญี่ปุ่นปล่อยลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก โดยอาจจะหันไปนำเข้าจากรัสเซียเพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งกล่าวประณามการตัดสินใจปล่อยน้ำจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกของญี่ปุ่นอีกด้วยว่าอาจสร้างผลกระทบและความเสียหายให้กับประเทศใกล้เคียงที่ใช้ทรัพยากรทางทะเลร่วมกัน
ในส่วนของประเทศไทยเอง พบว่า นำเข้าปลาสดจากประเทศญี่ปุ่นเป็นอันดับ 7 และนำเข้าอาหารทะเลจากประเทศญี่ปุ่นเป็นอันดับ 6 โดยพบว่า ร้านอาหารญี่ปุ่นประเภทซูชิ 5.3 พันแห่งในประเทศไทย ล้วนใช้วัตถุดิบนำเข้าจากญี่ปุ่น โดยทางคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่ห้ามนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่น หลังญี่ปุนปล่อยน้ำเสียจากการบำบัดจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะลงทะเล เนื่องจากมีการตรวจสอบคุณภาพอาหารทะเลโดยตลอดอยู่แล้ว แต่จะมีการกำหนดให้เป็นสินค้าที่มาจากพื้นที่เรดโซน (RED ZONE) โดยจะมีการเก็บตัวอย่างตั้งแต่หน้าด่าน แล้วนำตัวอย่างส่งไปยังสำนักงานปรมาณูฯ ส่วนสินค้าที่เหลือก็จะถูกกักเอาไว้ ถ้าตรวจแล้วไม่มีอันตรายถึงจะมีการปล่อยสินค้าออกมาขาย แต่ถ้าหากถ้าพบสิ่งที่เป็นอันตราย สินค้าเหล่านี้ก็จะถูกทำลายทิ้ง พร้อมทั้งยังเพิ่มการเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจสารปนเปื้อนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าอีกด้วย
อ้างอิงhttps://asia.nikkei.com/Economy/Trade/China-s-import-ban-hurts-Japan-s-seafood-industry-expansion-planshttps://trendeconomy.com/data/h2/Japan/0301?fbclid=IwAR1sQqXr7CHtgk9bpvRrRedH1TlqBbuufqs7z3NE1U3a_LiO0QMAe3iaxqIhttps://www.reuters.com/world/asia-pacific/chinas-ban-japanese-seafood-has-more-political-than-economic-heft-2023-08-24/