- เศรษฐกิจโลกยุคหลังโควิด เผชิญความท้าทายจากความผันผวนทางการเงิน ดอลลาร์ที่แข็งค่าผลักแหล่งทุนออกนอกประเทศกำลังพัฒนา
- จับตา ‘เศรษฐกิจจีน’ ชะลอการเติบโต กระทบเม็ดเงินลงทุนในประเทศตลาดเกิดใหม่ ให้ช้าลง
- แนะภาครัฐ วางนโยบายเศรษฐกิจการเงินดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศ ด้านเอกชน/ธุรกิจไทย ตั้งรับการเปลี่ยนแปลง
ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CBS) กล่าวว่า การจัดงานเสวนาหัวข้อ “External rebalancing in turbulent time” ความผันผวนของสกุลเงินต่อพลวัตรการเปลี่ยนแปลงโลกในครั้งนี้ สะท้อนถึงการดำเนินการของ CBS ที่มุ่งให้ความสำคัญในบทบาทผู้ชี้นำทางด้านเศรษฐกิจ นอกเหนือจากการเป็นสถาบันถ่ายทอดองค์ความรู้ทางการศึกษา รวมถึงการมีส่วนร่วมถ่ายทอดทิศทางและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางการเงินของโลก ที่มีความผันผวนในขณะนี้ โดยได้รับโอกาสอันดีจากองค์กรระดับโลก IMF ร่วมให้มุมมองต่อนโยบายทางการเงิน การทำธุรกรรมทางการเงินระดับโลกที่เกิดขึ้น เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนอุตสาหกรรม ได้เตรียมความพร้อมเพื่อรับมือเศรษฐกิจโลกใหม่ หลังผ่านพ้นวิกฤตโควิดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก
เจียเชียน เฉิน รองหัวหน้าฝ่ายวิจัยไอเอ็มเอฟ (Mr. Jiaqian Chen, Deputy Division Chief Research Department, IMF) กล่าวในการเสวนาหัวข้อ “External rebalancing in turbulent time” ความผันผวนของสกุลเงินต่อพลวัตรการเปลี่ยนแปลงโลก ระบุแนวโน้มทางเศรษฐกิจโลกหลังผ่านพ้นช่วงโควิด พบว่าเงินสกุลต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในตลาดเกิดใหม่ เผชิญกับความผันผวนทางการเงินตลอดช่วงที่ผ่านมา ในขณะเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าขึ้นอย่างมาก ส่งผลต่อปรากฎการณ์เงินทุนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ไหลออกไปยังกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วอีกครั้ง
“ความเสี่ยงทางการเงินโลก ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นในเชิงลบ โดยเฉพาะกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการนำเข้าในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ แต่หากอัตราแลกเปลี่ยนมีความยืดหยุ่น อัตราเงินเฟ้อดีขึ้น จะสามารถบรรเทาผลกระทบเชิงลบเหล่านี้ได้”
เม็ดเงินลงทุนหวนกลับประเทศกำลังพัฒนา ผศ.ดร.รุ่งเกียรติ รัตนบานชื่น อาจารย์ประจำภาควิชาการธนาคารและการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์ และการบัญชี กล่าวว่า จากรายงานของ IMF สะท้อนการเติบโตของเศรษฐกิจในระดับประเทศซึ่งมีอัตราเร่งไม่เท่ากัน โดยประเทศที่พัฒนาแล้วมีการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างแรง ส่วนกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ที่ดำเนินการทางนโยบายทางการเงินผ่อนคลาย ทำให้มีการเติบโตช้ากว่า จากการขับเคลื่อนเกณฑ์ทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ ธนาคารกลางในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ต้องดำเนินการนโยบายคืนตัวโดยการปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อต่อสู่กับสภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศ และยังส่งผลกระทบต่อค่าเงินประเทศต่างๆ รวมถึงไทยด้วย ขณะที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว มีอัตราค่าเงินที่แข็งตัวมากขึ้นโดยเฉพาะสกุลเงินยูเอสดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มแข็งค่าสูงขึ้นไปอีก จากปัจจัยสงครามยูเครนและรัสเซีย ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้นตลอดช่วงที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง
“ปัจจัยดังกล่าว ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของแหล่งทุนระหว่างประเทศเกิดขึ้น โดยเฉพาะการไหลออกจากกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาออกไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว รวมถึงการเข้าไปอยู่ในหลักทรัพย์ที่มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น หรือเป็นการลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นจากนโยบายดอกเบี้ยในประเทศที่พัฒนาแล้ว”
ทั้งนี้ ถือเป็นโจทย์สำคัญของประเทศไทยจากนี้ไป สู่การนำมาวางนโยบายทางเศรษฐกิจและการเงิน อาทิ โปรเจกต์ต่างๆ เงื่อนไขด้านการลงทุนใหม่ ท่ามกลางความท้าทายจากการปรับสมดุลสกุลเงินประเทศต่างๆทั่วโลก เพื่อให้ไทยมีโอกาสและข้อได้เปรียบเพื่อดึงดูดเม็ดเงินให้เข้ามาในประเทศไทย ไม่ให้ไหลออกไปยังประเทศกำลังพัฒนาประเทศอื่น และยังสอดคล้องกับรายงานของ IMF จากการคาดการณ์ปริมาณการลงทุน จะเริ่มปรับสมดุลในอนาคต ภายหลังสงครามยูเครนและรัสเซียสิ้นสุด ทำให้ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจลดน้อยลง และผลักดันให้ค่าเงินยูเอสดอลลาร์ อ่อนค่าลง ส่งผลให้กระแสการลงทุนไหลกลับเข้ามายังประเทศที่กำลังพัฒนาต่อไป
จับตาปัจจัยใหม่ ‘เศรษฐกิจจีน’ผศ. ดร.รุ่งเกียรติ กล่าวถึงเศรษฐกิจประเทศจีน ที่มีอัตราการเติบโตช้าลงในขณะนี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเช่นกัน รวมไปถึงความกังวลจากปัจจัยใหม่ที่ยังคาดการณ์ไม่ได้ว่า จะเกิดสงครามในสมรภูมิใหม่ ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนหรือไม่ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยภายนอก เกินความคาดหมาย และอาจส่งผลให้กระแสเงินโลกมีความผันผวนอีกระลอก หากเศรษฐกิจจีนชะลอการเติบโต จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยกระทบเม็ดเงินการลงทุนมายังประเทศที่กำลังพัฒนาได้ช้าลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ด้วยในขณะนี้เศรษฐกิจในประเทศที่พัฒนาแล้ว มีปัจจัยต่างๆที่จูงใจต่อนักลงทุนสูงกว่า พร้อมคาดหวังว่าจีนจะสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศได้เร็ว นอกจากนี้ ยังส่งผลดีกับเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ตามไปด้วย รวมถึงมีเม็ดเงินกลับมาลงทุนในเอเชีย จากข้อได้เปรียบด้านค่าแรง โครงสร้างประชากรที่เหมาะสมกับการบริโภคในอนาคต ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินทุนยังรอที่จะไหลกลับเข้ามาในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม
ต่อยอดนโยบายเศรษฐกิจ-การเงินไทยด้าน
รศ.ดร พรอนงค์ บุษราตระกูล อาจารย์ประจำ ภาควิชาการ ธนาคารและการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย(CBS) กล่าวว่า จากรายงาน IMF หัวข้อ “External sector report: External rebalancing in turbulent time 2023” ดังกล่าว จะเป็นประโยชน์กับทุกภาคส่วนเพื่อนำงานวิจัยมาต่อยอดสู่การนำมาใช้จริงในเชิงนโยบายเศรษฐกิจและการเงิน ทั้งในระดับภาครัฐและอุตสาหกรรมธุรกิจเอกชนต่างๆ ที่จะมองเห็นภาพใหญ่การเปลี่ยนแปลงทางการเงินโลกในอนาคต พร้อมสร้างความเชื่อมโยงงานวิจัยจากระดับบนลงสู่ล่างให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน