DFS Group (Duty Free Shopper) บริษัทค้าปลีกด้านการท่องเที่ยวของกลุ่มบริษัทสินค้าหรู LVMH วางแผนสร้างศูนย์การค้าและความบันเทิงขนาดใหญ่บนไห่หนานเกาะปลอดภาษีของจีน พยายามจับตลาดการท่องเที่ยวที่กำลังเติบโต
DFS กำลังทำ “การลงทุนที่ไม่เคยมีมาก่อน” เป็นโครงการขนาด 128,000 ตารางเมตร ซึ่งจะเปิดให้บริการภายในปี 2026 นำเสนอแบรนด์หรูมากกว่า 1,000 แบรนด์ รวมถึงแบรนด์จาก LVMH Moet Hennessy Louis Vuitton SE
บริษัทแถลงว่า คอมเพล็กซ์แห่งนี้มีทั้งที่พัก ร้านอาหาร และความบันเทิงคาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ 16 ล้านคนต่อปีภายในปี 2030 โครงการดังกล่าวเป็นสาขาแรกของ DFS ในจีนแผ่นดินใหญ่ ปัจจุบันบริษัทมีร้าน 12 แห่งในฮ่องกงและมาเก๊า
DFS เป็นผู้ค้าปลีกผลิตภัณฑ์หรูหราในฮ่องกง ก่อตั้งปี 1960 มีเครือข่ายมากกว่า 420 แห่ง รวมถึงร้านค้าปลอดภาษีในสนามบินหลัก 12 แห่ง และร้านค้า Galleria ในตัวเมือง 23 แห่ง นับจากปี1997เป็นบริษัทในเครือของ LVMH มีพนักงานมากกว่า 5,000 คน อยู่ใน 14 ประเทศทั่วโลก ทุกปีมีนักท่องเที่ยวเกือบ 200 ล้านคนมาเยี่ยมชมร้านของ DFS
Benjamin Vuchot ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ DFS กล่าวว่า คอมเพล็กซ์แห่งใหม่แสดงถึงความมุ่งมั่นชัดเจนที่สุดที่บริษัททำได้เพื่อพัฒนาตลาดการท่องเที่ยวระยะยาวของจีน
“ไห่หนานจะกลายเป็นตลาดค้าปลีกสินค้าหรูหราที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่งใน 5 ปีข้างหน้า”
ไห่หนานเป็นเกาะตอนใต้ของจีน มียอดขายสินค้าปลอดภาษีนอกชายฝั่งรวมมูลค่า 4,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้มีนักช้อปเกือบ 4.2 ล้านคน ซื้อสินค้าปลอดภาษีมากกว่า 34 ล้านรายการ นับจากต้นปีได้ออกมาตรการหลายอย่างกระตุ้นการฟื้นตัวของการบริโภคปลอดภาษี เช่น ออกคูปองเพื่อซื้อของปลอดภาษี 20 ล้านใบ จัดเทศกาลช้อปปิ้งปลอดภาษีนานาชาติ ส่งเสริมนโยบายปลอดภาษีนอกจังหวัด ร้านค้าปลอดภาษีบนเกาะมีโปรโมชั่นมากกว่า 30 รายการส่วนลดทั้งออนไลน์และออฟไลน์
แผนระยะ 5 ปีฉบับที่ 14 ของรัฐบาลมณฑลไห่หนาน คาดการณ์ว่าตลาดปลอดภาษีจะเติบโต 10 เท่าระหว่างปี 2020 ถึง 2025 แตะที่ 46,500 ล้านดอลลาร์ และกลายเป็นหนึ่งในร้านค้าปลีกด้านการท่องเที่ยวใหญ่ที่สุดในโลก
ไห่หนานได้กลายเป็นศูนย์กลางภายในประเทศสำหรับการช้อปปิ้งปลอดภาษีระดับไฮเอนด์เนื่องมาจากปัจจัยหลายประการ เริ่มจากรัฐบาลจีนบังคับใช้กฎระเบียบที่ส่งเสริมการพัฒนาให้เป็นแหล่งรวมสินค้าปลอดภาษีและหรูหรา เพิ่มวงเงินซื้อสินค้าปลอดภาษีสำหรับนักท่องเที่ยวเป็น 15,000 ดอลลาร์ต่อคน นอกจากนี้ผู้ประกอบการหน้าใหม่อย่าง Alibaba และ JD ล้วนวางแผนเพิ่มความจุของห้างปลอดภาษีเป็น 2 เท่า ยิ่งกว่านั้นยังเน้นทำการตลาดธุรกิจปลอดภาษีผ่านโซเชียลมีเดียและกิจกรรมทุกช่องทาง
มีข้อมูลระบุว่า ภายใต้เงื่อนไขข้อจำกัดด้านการเดินทางผ่อนคลาย ตลาดปลอดภาษีในจีนคาดว่าจะเติบโตอย่างมากช่วง 3 ปีข้างหน้า เติบโต 4 เท่ามีมูลค่า 40,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ยอดขายสินค้าปลอดภาษีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกคาดว่าจะสูงถึง 81,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่มาจากจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไทยรวมกัน
การขยายธุรกิจของ DFS เน้นย้ำความเข้าใจที่เพิ่มมากขึ้นของแบรนด์ระดับโลกที่ว่าผู้บริโภคที่มีฐานะร่ำรวยของจีนกำลังเปลี่ยนมาซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยและการเดินทางภายในประเทศบ่อยขึ้นในช่วงที่มีการระบาดของโควิด ไหหลำซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางภายในประเทศสำหรับการช้อปปิ้งปลอดภาษีระดับไฮเอนด์ ยังคงเห็นยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปักกิ่งจะยกเลิกมาตรการจำกัด Covid Zero ที่เข้มงวด ซึ่งทำให้การเดินทางระหว่างประเทศง่ายขึ้นอีกครั้ง
การชะลอตัวของเศรษฐกิจหลังการแพร่ระบาดตลาดงานเยาวชนที่ตกต่ำได้ส่งผลกระทบต่อประเทศ รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคบางส่วน การขยายตัวของ LVMH แสดงให้เห็นถึงการมองโลกในแง่ดีในระยะยาวสำหรับตลาดสินค้าฟุ่มเฟือยของจีน
ภายใต้สถานการณ์การท่องเที่ยวในประเทศชะลอตัว การเพิ่ม DFS คอมเพล็กซ์ ไห่หนานอาจกลายเป็นเหมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับผู้บริโภคชาวจีนที่แสวงหาความพึงพอใจท่ามกลางแนวโน้มเศรษฐกิจไม่แน่นอน นอกจากนั้นในอนาคตอันใกล้ อาจกลายเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งสำหรับศูนย์กลางการช้อปปิ้งที่มีอยู่เดิม เช่น ฮ่องกง แสดงให้เห็นว่าความเกี่ยว ข้องระดับภูมิภาคสำหรับแบรนด์หรูระดับนานาชาติกับที่ใดที่หนึ่งแห่งเดียวอาจมีแนวโน้มลดลง
ที่มา: businessoffashion.com/news/china/lvmhs-duty-free-unit-bets-on-china-luxury-hub-with-mega-mall