คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า ในวิกฤตมีโอกาสและทุกโอกาสต้องการบทพิสูจน์ความเป็นตัวจริงเสมอ ถึงจะเติบโตในวงการได้อย่างยั่งยืน ‘โคะโคโระ ซาโตะ’ ก็เป็นหนึ่งในนั้น แบรนด์ชื่อญี่ปุ่นของคนไทยได้รับการยอมรับในมาตรฐานผ้าเช็ดมือระดับเดียวกับบริษัทชั้นนำในญี่ปุ่นมากว่า 18 ปี ภายใต้การบริหารงานของ คุณกอล์ฟ ฤพนท์ บรูฉัตรมณี (CEO) ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของธุรกิจนี้มาตั้งแต่ยุคบุกเบิก ธุรกิจที่เขาบอกว่า เริ่มต้นมาจากความรักและความชังที่นำพาโคะโคโระ ซาโตะ ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มB2B ของไทย และเป็นที่ยอมรับในคุณภาพด้านการผลิตจากประเทศต้นกำเนิดวัฒนธรรมเช็ดมือก่อนการรับประทานอย่างญี่ปุ่น
“ธุรกิจนี้เริ่มต้นมาจากความรักเป็นอย่างแรก เพราะเราเกิดมาในครอบครัวที่รักความสะอาดเป็นชีวิตจิตใจ บวกกับเราไปเที่ยวญี่ปุ่นปีละหลาย ๆ ครั้ง เลยประทับใจวัฒนธรรมการเช็ดมือก่อนกินอาหาร ที่รู้สึกว่าสะอาดและปลอดภัยต่อสุขภาพ เพราะหลายงานวิจัยระบุว่าร้อยละ 70 ของคนที่เจ็บป่วยเกิดจากการใช้มือหยิบจับอาหารหรือสัมผัสเชื้อโรคเข้าทางปากโดยไม่ล้างมือ
“ส่วนความเกลียดมาจากการที่เราเคยป่วยจากการติดเชื้อในกระแสเลือดและเข้าใกล้ความตาย โดยที่เราไม่รู้ว่าเราได้รับเชื้อมาจากไหน ความป่วยเป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากทำธุรกิจเกี่ยวกับความสะอาด และสนับสนุนให้คนไทยหันมาใส่ใจเรื่องการทำความสะอาดมือจนเป็นนิสัย เลยนึกถึงผ้าเช็ดมือ Reuse ที่เรียกว่า ‘โอชิโบริ’ ที่เรารู้สึกชอบจากวัฒนธรรมการกินของชาวญี่ปุ่น เป็นธุรกิจที่เราเริ่มต้นจากโรงงานเล็ก ๆ ในตึกแถวสองห้อง จนถึงวันนี้เรามีโรงงานที่รองรับการผลิตผ้าร้อน ผ้าเย็นเช็ดมือ ทิชชู่เปียกประเภทต่างๆ และผลิตภัณฑ์เพื่อความสะอาดอีกมากมาย ที่อยู่ภายใต้แบรนด์ของเราและรับผลิตแบบOEM ด้วยครับ”
ชูกลยุทธ์ “คนใช้ไม่ได้ซื้อ” สู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะกลายเป็นผู้นำเทรนด์ในอนาคต ตลอดหลายปีของการดำเนินธุรกิจ โคะโคโระ ซาโตะ มีผลิตภัณฑ์ 2 กลุ่มหลักคือ “ผ้าเช็ดมือให้เช่า” ซึ่งยังคงเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวที่ครองส่วนแบ่งในตลาด ให้บริการเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กลุ่มที่สองคือ ผ้าเช็ดมือใช้ครั้งเดียวหรือ “ทิชชู่เปียก” ในแบรนด์ SATO ที่ผลิตเป็น OWN BRAND และแบบ OEM ให้กว่า 150 แบรนด์ในประเทศไทย ผ่านกลยุทธ์การทำธุรกิจที่คุณกอล์ฟเรียกว่า
“คนใช้ไม่ได้ซื้อ” ซึ่งเป็นกลยุทธ์เดียวกับที่ชาวญี่ปุ่นใช้กับผ้าโอชิโบริ
“เพื่อทำความฝันของพวกเรา ในการสร้างวัฒนธรรมในการเช็ดมือให้กับประเทศไทย เรานำกลยุทธ์นี้มาใช้เพื่อให้คนไทยได้เช็ดมือก่อนการรับประทานอาหาร ทำให้ลูกค้าหลักของเราจะเป็นกลุ่ม B2B พวกร้านอาหาร ทั้งร้านอาหารญี่ปุ่นที่เป็นต้นกำเนิดวัฒนธรรม และร้านอาหารชาติอื่นๆ โรงแรม ธุรกิจอาหารกล่อง และสายการบินเป็นหลัก ในกลุ่มของ B2C ช่วงแรก ๆ เราเน้นทำการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เว็บไซต์ Shop Sato Thai ของเรา และการวางจำหน่ายในกลุ่มซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อให้คนรู้จักทิชชู่เปียกแบรนด์ SATO และโคะโคโระ ซาโตะ อย่างรวดเร็ว ยิ่งช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้คนไทยหันมาให้ความสำคัญกับการทำความสะอาดมือมากขึ้น เราจึงเน้นช่องทางขายผ่านแพลทฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ มากขึ้น”
นอกจากจะเป็นผู้นำด้านการผลิตผ้าเช็ดมือชนิดนำกลับมาใช้ใหม่ และทิชชู่เปียกที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ โคะโคโระ ซาโตะ ยังให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องการออกแบบสูตรของน้ำยา และกลิ่นหอมที่เหมาะกับแบรนด์และประเภทของธุรกิจของลูกค้า
“ลูกค้ากว่า 80% ของเราเป็นธุรกิจร้านอาหารจึงไม่ชอบน้ำหอม เพราะกลิ่นน้ำหอมจะไปรบกวนกลิ่นของอาหาร เราจึงพิถีพิถันเรื่องกลิ่นน้ำหอมตั้งแต่ Top Note จนถึง Base Note ที่เหมาะสมกับแต่ละแบรนด์ โรงงานของเราสามารถผลิตสินค้าได้หลากหลายตามความต้องการของลูกค้า รวมถึงเราสามารถพัฒนาน้ำยาที่ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างครอบคลุม ตั้งแต่ผ้าเช็ดมือแบบ REUSE หรือ โอชิโบริ ทิชชู่เปียกเช็ดมือฟู้ดเกรด ผ้าเช็ดฟันทารกหลังดื่มนม ต่างได้รับรางวัลเยอะมาก ผ้าเปียกเช็ดตัวสำหรับใช้ในโรงพยาบาล ผ้าเช็ดจุดซ่อนเร้น ผ้าเช็ดเครื่องสำอาง ผ้าเช็ดเลนส์ ผ้าเช็ดทำความสะอาดผม และแผ่นประกอบอาหาร Gourmet Sheet ที่ใช้ในกระบวนการถนอมอาหารเพื่อคงรักษาความสดใหม่ของวัตถุดิบได้อย่างดี และคุณสมบัติพิเศษอื่นๆ อีกหลากหลาย แบบแผ่นเดียวอยู่ จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์น้องใหม่มาแรงและคาดว่าจะได้รับความนิยมอย่างสูงในอนาคต”
จากความสำเร็จที่ต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองนานหลายปี ทุกวันนี้ โคะโคโระ ซาโตะ กลายเป็นผู้นำในธุรกิจนี้อย่างเต็มภาคภูมิและมียอดขายอยู่ที่ 25 ล้านบาทในปี 2565 ที่ผ่านมา โดยปีนี้ตั้งเป้ายอดขายอยู่ที่ 35 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนของการเติบโตเฉลี่ย 30%
“ปีหน้าเรามีแพลนจะขยายธุรกิจและพัฒนาโปรเจ็กต์ใหม่ร่วมกับพาร์ทเนอร์ในชื่อ “Manta Ray” ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ของการโฆษณาบนซองทิชชู่เปียกเพื่อตอกย้ำกลยุทธ์ “คนซื้อไม่ต้องใช้” รวมถึงเดินหน้าเจาะกลุ่ม B2C มากขึ้นผ่าน Gourmet Sheet เพื่อคงรักษาความสดใหม่ ถนอมอาหาร และลดการสร้างขยะให้กับโลกใบนี้ เพราะสุดท้ายแล้วทั้งหมดที่เราตั้งใจทำมาตลอด 18 ปี คือการส่งเสริมวัฒนธรรมการเช็ดมือก่อนกินอาหาร เพื่อให้คนไทยหันมาใส่ใจเรื่องความสะอาดและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย”
โคะโคโระ ซาโตะ ยังมีผลิตภัณฑ์มากมายที่พร้อมออกแบบและพัฒนาให้กับลูกค้าทั้งในกลุ่ม B2B และ B2C พร้อมกับคิดค้นนวัตกรรมใหม่ในแบบคนรักความสะอาดตัวจริง ผู้สนใจสามารถคลิกเข้าไปเลือกชมสินค้าของแบรนด์ได้แล้วที่
https://www.shopsatothai.com/th และ
https://www.facebook.com/satothaifans/