เคยเจอไหม? “พี่ส่งบรีฟให้แล้วนะ” แต่ของาน “เดี๋ยวนี้”ถือว่าเป็นปีแห่ง Big Movement สำหรับวงการสื่อ การเข้ามาของ AI ทำให้ต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน ไปจนถึงการ “ย้ายบ้าน” ไปทำงานให้กับเอเจนซีอื่น แน่นอนว่าเหตุผลหลัก ๆ ก็คือสภาพเศรษฐกิจที่ผันผวนอย่างรุนแรง ส่งผลให้อุตสาหกรรมสื่อและโฆษณาไม่ได้เติบโตอย่างที่คิด คนในวงการโฆษณาจึงต้องมองให้เห็นทั้ง 360 องศา เพื่อที่จะได้รู้ว่าควรปรับตัวในเรื่องไหนบ้าง
ดังนั้น อุตสาหกรรมสื่อต้องมี “เม็ดเงินหมุนเวียน” และ “จำนวนแรงงาน” ที่เพียงพอ จึงจะสามารถเติบโตต่อไปได้ เช่นกันกับกระบวนการทำงานของคนวงการโฆษณา ที่ทุกอย่างต้องใช้ “เงิน” และ “เวลา” จึงจะผลิตงานออกมาได้ กว่าจะได้ออกมา 1 แคมเปญต้องใช้ไฟเท่าไหร่ ปล่อยคาร์บอนเครดิตออกไปเท่าไหร่ โทรคุยกับลูกค้ากี่นาที ส่งเมล์วันละกี่ครั้ง ซึ่งแต่ละเอเจนซีก็จะมีสูตรสำเร็จในดีเทลเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ที่ไม่เหมือนกัน
“เดี๋ยวนี้” ประโยคยอดฮิตจากลูกค้าปัญหายอดฮิตที่พบในการทำงานระหว่างเอเจนซีกับลูกค้า “พี่ขอวันนี้นะคะ” อันที่จริงแล้วความเร็วไม่ใช่หัวใจที่ทำให้ขายสินค้าได้แบบปัง ๆ เสมอไป แต่การให้เวลากับกระบวนการทำงานโดยที่ไม่เร่งรัดเกินไปถึงจะเป็นเรื่องดี นอกจากเอเจนซีจะได้ศึกษาบรีฟอย่างละเอียดแล้ว ยังมีเวลาตกตะกอนไอเดียในการสร้างสรรค์แคมเปญที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า และสามารถทำให้สังคมรู้สึกอิมแพ็คตามไปด้วย เพื่อที่จะได้ไม่รู้สึกเสียดายทีหลังว่า
“ถ้าเวลามากกว่านี้ งานมันก็น่าจะออกมาดีกว่านี้ไหมนะ?”ขณะเดียวกันในมุมมองของลูกค้า ก็ต้องต่อสู้กับแบรนด์หรือธุรกิจอื่น ๆ ในการทำการตลาดอย่างดุเดือด เพื่อสร้างยอดขายหรือเรียกฐานลูกค้าใหม่ นั่นทำให้คำว่า “เดี๋ยวนี้” กลายเป็นมาตรฐานใหม่ในอุตสาหกรรมสื่อ อยากได้แคมเปญการตลาดฉ่ำ ๆ แต่รวดเร็วจากคนเอเจนซี
บางครั้งลูกค้าอาจเข้าใจว่ากดดันแล้วงานอาจจะออกมาเนี๊ยบกว่า ดังนั้นการสื่อสารอย่างชัดเจน หรือส่งบรีฟเคลียร์ ๆ ตั้งแต่ทีแรกจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อที่จะได้ไม่มีใครรู้สึกว่าเป็นการเสียเวลาแก้กลับไปกลับมา และเอเจนซีเองก็ต้องเบลนด์คัลเจอร์การทำงานให้เข้ากับลูกค้าด้วย เผื่อเวลาให้เอเจนซีได้ตั้งคำถามบ้างก็ดี
“การทำงานต้องเป็นพาร์ทเนอร์ เพื่อรองรับกับเทรนด์ “เดี๋ยวนี้” ไม่ต้องวิ่งเร็วทุกครั้งก็ได้ แต่ต้องเริ่มจากการเดินที่มั่นคงก่อน ต้องมีเวลาที่คราฟต์งาน มีเวลาที่ได้ขัดเกลางานให้อิมแพ็คยิ่งกว่าเดิม”
ปัทมวรรณ สถาพร Chief Executive Officer จาก GroupM Thailand กล่าว
จริง ๆ แล้วลูกค้าอยากได้อะไร? อย่างที่ได้กล่าวว่า ระหว่างทางการสร้างสรรค์แคมเปญหนึ่งแคมเปญ ไม่ใช่แค่เพียงโยนไอเดียแล้วยำออกมาเป็นงานสำเร็จรูปหนึ่งชิ้น แต่ต้องเป็นมากกว่างานครีเอทีฟทั่วไป เพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจที่ยั่งยืนของลูกค้า นั่นยิ่งแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ลูกค้าต้องการจริง ๆ ไม่ใช่งานประเภท “เดี๋ยวนี้” เสมอไป แต่ต้องการงานที่สร้างอิมแพ็คในกลุ่มเป้าหมายมากกว่า
ให้ลองนึกถึงอรรสรถของการกินราเมนสำเร็จรูป ที่เพียงฉีกซองแล้วต้มน้ำร้อนก็สามารถทานได้แล้ว หรือที่พูดกันติดปากว่ากินพอให้หายอยาก แป๊บ ๆ เดี๋ยวก็ลืม เทียบกับราเมนเส้นสดที่อาศัยความประณีตและขั้นตอนมากมายกว่าจะได้ออกมาหนึ่งชาม สัมผัสได้ถึงความละเอียด มีเอกลักษณ์ และประทับใจเสียจนอยากกลับไปทานอีกรอบ เช่นกันกับงานโฆษณาที่ต้องใส่ “วาทะในการขายของ” ที่สะท้อนคาแรคเตอร์ของแบรนด์ลูกค้าด้วย
“
G คือ Growth + Good “Now” ต้องมาพร้อม “เนี๊ยบ” ต้องรู้อินไซต์ เราจะเป็น Right พาร์ทเนอร์ และจะทำให้ทั้งสองคนเข้าใจว่าลูกค้าต้องการแบรนด์ อิควิตี้ ที่เพิ่มขึ้นทุกปีๆ Growth + Good จึงอยากชวนลูกค้ามาทำงานแบบนี้ไปด้วยกัน”
โอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ Group Chief, Brand Innovation & Marketing จาก Dentsu Group กล่าว
ลูกค้าจากร้อยพ่อพันแม่ ต้องรับมืออย่างไรให้เหมาะสม?คำว่ารับมือในที่นี้ไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หมายถึงจุดเริ่มต้นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างลูกค้ากับเอเจนซี ที่ไม่ใช่เพียงการเลี้ยงข้าว หรือให้ของขวัญกัน แต่เป็นการใส่ใจความเป็นลูกค้า จึงจำเป็นที่จะต้องเริ่มด้วยความต้องการของลูกค้า รวมถึงแสดงจุดยืนของเรา เพื่อที่จะได้สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกันและกัน
“เ
ราอยู่ในอุตสาหกรรมที่ชอบประชุมๆ แล้วก็มาประชุมกันใหม่เพื่อหาข้อสรุป เหตุผลมาจาก “ต้นตอ” ที่ไม่ชัดเจน ก็เลยประชุมกันไม่สิ้นสุด บางทีประชุมวงเดียวกัน คนในห้องประชุมยังมองโจทย์และความต้องการของลูกค้าที่ไม่เหมือนกันเลย”
โอลิเวอร์ กล่าวเพิ่มเติม
คนเอเจนซีต้องเรียนรู้ให้มาก เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราเป็นที่พึ่งของลูกค้าได้ เข้าใจมาตรวัดความสำเร็จของลูกค้า และชนะใจเจ้านายของลูกค้าด้วย อย่ารอให้ทุกอย่างเกิดในห้องประชุม โดยเฉพาะเวลาที่เห็นจุดบกพร่องของลูกค้า จะได้สามารถแจ้งข่าวสารนอกการนัดหมายได้ทันที นั่นเป็นอีกหนึ่งวิธีในการแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ระหว่างเอเจนซีกับลูกค้า
ความคาดหวังกับคนโฆษณารุ่นใหม่อุตสาหกรรมโฆษณา คืออุตสาหกรรมแห่งความเข้าใจ ทุกคนต้องเริ่มต้นจากความเข้าใจในสิ่งที่ลูกค้าต้องการก่อน ยิ่งทุกบริษัทกำลังจะก้าวเข้าสู่ประเด็นความยั่งยืน เอเจนซีเองก็ต้องตามให้ทัน เพราะว่าไม่ได้เป็นตัวชี้วัดของการตลาด แต่เป็นตัวชี้วัดของการดำเนินธุรกิจของแบรนด์เลยก็ว่าได้
ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมสื่อและโฆษณาก็ถือว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ทำร้ายโลกไม่น้อย เพราะทุกแคมเปญจะสนับสนุนให้เกิดการบริโภคมากยิ่งขึ้น ซึ่งนำมาสู่การสูญเสียทรัพยากรปริมาณมหาศาล จึงหวังว่าการทำงานจากคนรุ่นใหม่ที่มีความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการนี้ไม่มากก็น้อย หัวใจของการเติบไม่ได้มีเพียงตัวเลขจากการดำเนินธุรกิจ แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และคุณธรรมที่ควบคู่ไปกับการค้า
และเชื่อว่าคนรุ่นใหม่แทบจะ 100% มีความรู้ด้านเทคโนโลยีติดตัว และถือว่าเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ดีขององค์กร ซึ่งคนเอเจนซีรุ่นเก่า ๆ ก็ต้องเรียนรู้ความเก๋าด้านเทคโนโลยีจากเด็กรุ่นใหม่เช่นกัน และคาดหวังให้มือใหม่เดินอย่างมั่นคงและสนุกสนานไปกับมัน เพราะปัจจุบันอุตสาหกรรมนี้กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
“อยากให้มาสร้างอิมแพ็คร่วมกัน อิมแพ็คที่ถูกต้อง”