ในงาน World Marketing Forum ครั้งที่ 3 ซึ่งสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (Marketing Association of Thailand) เป็นตัวแทนประเทศไทย ร่วมกับสหพันธ์การตลาดแห่งเอเชีย (Asia Marketing Federation) เป็นเจ้าภาพหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจคือ "Meta & Mitri: Strategies for Winning in the New Marketingverse"
ทั้งนี้ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย โดย ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล อุปนายกฝ่ายกิจกรรม การสื่อสาร และการตลาดยั่งยืน สมาคมการตลาดฯ และหัวหน้าภาควิชาการตลาด ประธานหลักสูตรปริญญาโทด้านแบรนด์และการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ ดร.สมชาติ วิศิษฐชัยชาญ อุปนายกฝ่ายองค์ความรู้ด้านการตลาด กรรมการบริหารและที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร ศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้เปิดผลแนวโน้มเทรนด์การตลาดไทย 2567 จากการรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหารระดับสูงทั่วประเทศจำนวน 121 ท่าน
ผลการสำรวจ ชี้ให้เห็นว่า ผู้ร่วมตอบแบบสอบถามกว่าร้อยละ 50 มองว่า แนวโน้มของเศรษฐกิจไทยในปี2567 นั้นจะมีเติบโตได้ยาก และมีการเติบโตเฉลี่ยเพียงร้อยละ 1.33 ซึ่งเหตุผลหลักเกิดจากปัจจัยด้านสภาวะทางเศรษฐกิจระดับโลกที่มีความผันผวนรุนแรง ความไม่แน่นอนดังกล่าวทำให้ความเชื่อมั่นในภาพรวมลดลง และส่งผลทำให้การกำหนดงบประมาณทางการตลาดในปีหน้ามีแนวโน้มคงที่ หรือโดยเฉลี่ยจะเพิ่มประมาณร้อยละ 3 เท่านั้น
สำหรับความสำคัญในแง่การใช้งบประมาณนั้น ผู้บริหารการตลาดจะเน้นการใช้งบประมาณในเรื่องContent Platform เป็นอันดับ 1 ตามมาด้วย Commerce Platform และ Payment Platform ตามลำดับ
ด้านเครื่องมือทางดิจิทัลซึ่งถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการทำการตลาด ไม่ว่าจะเป็น AI, ChatGPT, Blockchainหรือ IoT เครื่องมือสำคัญที่สุดที่ถูกนำมาใช้ อันดับ 1.IoT การเชื่อมโยงข้อมูลจากลูกค้า 2.3D Asset Creator 3.AI อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.เอกก์เสริมว่า อีกเรื่องที่นักการตลาดจะต้องให้ความสำคัญคือเรื่องของ Individualization การมอบประสบการณ์โดยเฉพาะกับคนแต่ละคน
“เราอยากแนะนำคำว่า MEETANG หรือมีตังค์ คือการมีเงินรายได้ มีความสำเร็จทางด้านการค้า จึงต้องการเชื่อมโยงความรู้จาก Marketing 6.0 ไปสู่การมีตังค์ คำที่สำคัญของการจะมีตังค์ก็คือการเพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย และสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้า สามารถรักษาให้ลูกค้าอยู่กับเราอย่างยาวนาน ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับคำว่า META เครื่องมือทั้งหมดรวมถึงแพลตฟอร์มและประสบการณ์ที่เรามีที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จทางด้านการเงิน แต่สำหรับในประเทศไทย เราอยากนำเสนอคำใหม่อีกคำที่เป็นคำไทย คือ MITRI มีความหมายลึกซึ้งถึงความร่วมมือ การช่วยกันทำงาน รวมถึงรอยยิ้มแบบไทยๆ คุณค่าที่จะสร้างความสุข MITRI จึงควรอยู่ใน METAverse ด้วยเช่นกัน เพราะในฐานะนักการตลาดเราต้องการมีไมตรีกับลูกค้า มีการทำงานร่วมกันเพื่อให้รู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่าลูกค้าต้องการอะไร”
ผศ.ดร.เอกก์ อธิบายเพิ่มเติมว่าคำว่า MITRI หรือไมตรี มีความเชื่อมโยงกับ 5 ส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ทั้งลูกค้า คู่ค้า และพนักงาน สิ่งแวดล้อม รวมถึงสังคม จากผลวิจัย MITRI จะช่วยเพิ่มทั้งรายได้ ลดค่าใช้จ่าย และสร้างความ พึงพอใจให้ลูกค้ามากยิ่งกว่าการใช้เครื่องมืออย่าง META
วิทยากรร่วมอย่าง ดร. ดั่งใจถวิล อนันตชัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการและกรรมการผู้จัดการ บริษัทอินเทจ (ประเทศไทย) จำกัด และเป็น Panel Trainer ให้สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ยกตัวอย่างการนำ META มาเชื่อมโยงกับ MITRI ให้เห็นภาพด้วยการพูดถึงประเพณีไทยอย่างเทศกาลลอยกระทง ซึ่งทางเหนือจะมีประเพณีการลอยโคมที่อยู่กับสังคมไทยมายาวนานกว่า 700 ปี แต่คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยสนใจสานต่อธุรกิจนี้เนื่องจากไม่สร้างรายได้ เพราะเป็นสินค้าที่ใช้ได้แค่ปีละครั้ง เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับนักการตลาดที่ทำอย่างไรถึงจะสร้างแบรนด์ไปพร้อมกับการสร้างรายได้และอนุรักษ์ประเพณีการลอยโคมไว้ จึงเกิดการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่กับแบรนด์เล็กแต่ใจใหญ่และวัดดอนจั่น ซึ่งเป็นสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าทำโคมมงคลสีตามวันเกิดพร้อมยันต์มงคลขึ้นมา เพื่อเพิ่มโอกาสทำให้สินค้าที่ขายได้แค่ปีละครั้งสามารถขายในทุกวันได้ใช้ศาสนาเข้ามาเป็นตัวเชื่อมโยง
โคมมงคลใช้สำหรับแขวนในวัดเพื่อให้คนมาทำบุญเลือกซื้อ คนที่อยู่ไกลสามารถซื้อโคมทำบุญผ่านทางออนไลน์ ทางวัดจะมีเจ้าหน้าที่นำโคมไปแขวนให้ ตัวอย่างนี้ นอกจากสร้างโอกาสในการขายโคมได้ทุกวันแล้ว รายได้ยังนำไปเลี้ยงเด็กที่วัดอุปการะ ได้รักษาประเพณีดั้งเดิม การนำโคมไปติดที่ต้นไม้ทำให้ไม่ต้องจุดธูป รวมถึงสร้างงานและรายได้ให้กับชุมชน
“เคสนี้ถือเป็นแบรนด์เล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่แค่เริ่มให้ถูกต้อง มีคนถ่ายรูปลงใน META และถูกแชร์ออกไปทำให้คนสนใจมากมาย การทำเรื่อง MITRI ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่ เริ่มจากเรื่องเล็กๆ ได้ แต่ต้องเป็นเรื่องที่ถูกต้องและเหมาะสม ในโลกของ META ถ้าอยากได้เอนเกจหรือจับใจลูกค้าต้องไม่เริ่มต้นด้วย Like แต่ต้องเริ่มที่ Right ความถูกต้องก่อน แบรนด์ไม่ควรจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ตัวเองเท่านั้น แต่ต้องเสริมความแข็งแกร่งให้กับชุมชน พันธมิตรทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเรา ซึ่งนั่นจะนำไปสู่การมีตังค์”
วิทยากรทั้ง 2 ท่านสรุปว่า ตอนนี้ลูกค้ามองหาแบรนด์ที่ไม่ได้คิดถึงเรื่องกำไรมาเป็นสิ่งแรก แต่มองในเรื่องของจิตใจ ผู้บริโภคเป็นสำคัญ รวมถึงมองหาแบรนด์ที่สร้างสมดุลระหว่างกำไรและการคิดถึงผู้คนและโลก ดังนั้นแบรนด์ต้องมีชีวิตจิตใจมากขึ้น การจะเป็นแบรนด์ที่มีชีวิตจิตใจ สิ่งสำคัญอันดับแรกคือต้องมีไมตรีถ้ามีไมตรีก็จะนำมาสู่การมีตังค์ หรือมีความแข็งแกร่งทางด้านการเงิน การค้า ถ้าแบรนด์ไหนคิดแค่เรื่องมีตังค์จะถูกมองว่าเป็นแบรนด์ที่คิดอยู่แค่ด้านเดียว มิติเดียว แสดงว่าแบรนด์นั้นไม่มีความเข้าใจผู้บริโภคไม่มีไมตรีกับคนที่เกี่ยวข้อง ต่อไปก็จะขายของไม่ได้ ในอนาคตจึงมองว่าจะได้เห็นแบรนด์ที่มี Mindful หรือมีชีวิตจิตใจมากขึ้น
ดังนั้น การมีทั้งเมตตา+ไมตรี = มีตังค์ ถ้ามีทั้ง 2 สิ่งจะทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จและสามารถเติบโตไปได้อย่างยั่งยืน