โดยปกติ เราจะคุ้นชินกับสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ของห้างค้าปลีก ซึ่งในความเป็นจริงแล้วสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ หรือไพรเวท แบรนด์นั้นจะเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าที่ผู้ประกอบการทั้งในกลุ่มฟู้ดและนอนฟู้ดต่างเลือกใช้มาเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งในการทำตลาด
ไม่เว้นแม้แต่ในกลุ่มผู้ประกอบการค้าส่ง “ฟู้ด เซอร์วิส” ที่กำลังถูกจับตามองจากการเข้ามาของ GO Wholesale ค้าส่งฟู้ด เซอร์วิสของกลุ่มเซ็นทรัล และบิ๊กซี ฟู้ด เซอร์วิสของบีเจซี ที่มีเป้าหมายชัดเจนในการเปิดให้ครบ 8 สาขา ภายในสิ้นปี 2566 นี้
สินค้าเฮ้าส์แบรนด์กลายเป็นไฮไลท์สำคัญของการแข่งขันอีกครั้ง เมื่อ GO Wholesale มีการเปิดสาขาแรกบนถนน ศรีนครินทร์เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา โดยสุชาดา อิทธิจารุกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือ CRC บอกกับเราว่า การนำเสนอสินค้าในกลุ่ม Fresh Food และ Dry Food ส่วนหนึ่งจะให้ความ สำคัญสินค้าในกลุ่มเฮ้าส์แบรนด์ที่มีการจัดพอร์ตของแบรนด์ออกมาค่อนข้างหลากหลายและครอบคลุมทุกลูกค้า ทั้งที่เป็นผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรม โชวห่วย และ End User
ในกลุ่มอาหารสดที่จับลูกค้าระดับกลางขึ้นมาบนนั้นจะมีแบรนด์หลักที่ใช้ทำตลาดคือ A CHOICE ในกลุ่มเนื้อสัตว์ โดยมีตั้งแต่เนื้อวัวนำเข้า ไปจนถึงเนื้อพรีเมียมที่หลากหลาย
นอกจากนี้ ยังมีแบรนด์ BB GO และแบรนด์หมูมาเฟียที่จับกลุ่มลูกค้าระดับกลางลงมา โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการร้านอาหาร โดยตั้งชื่อแบรนด์ให้สอดรับกับกลุ่มเป้าหมายและเป็นที่จดจำได้ง่าย

ส่วนสินค้าในกลุ่ม Dry Food จะมีแบรนด์ซูเปอร์เซฟ ที่จับกลุ่มลูกค้าระดับกลางลงมา ในเรื่องของความคุ้มค่า คุ้มราคา เพื่อทำให้ลูกค้าผู้ประกอบการสามารถควบคุมต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนมีแพ็กไซส์ที่เหมาะกับการทำธุรกิจของร้านค้าแต่ละขนาดได้เป็นอย่างดี
การทำตลาดสินค้ากลุ่มเฮ้าส์แบรนด์จะเป็นเรื่องของการ Sourcing หรือการจัดหาสินค้าที่มีคุณภาพ และแตกต่างจากคู่แข่งขัน ซึ่งการทำตลาดสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ในกลุ่มอาหารนั้น ถ้ามีการจัดการเรื่องตัวสินค้าที่ดีจะเข้ามาช่วยสร้างความแตกต่างที่ปูทางไปสู่การสร้างสโตร์ ลอยัลตี้ ซึ่งจุดเริ่มต้นเของสินค้าเฮ้าส์แบรนด์นั้น เป้าหมายหลักน่าจะเป็นเพียงเพื่อต้องการสร้างความแตกต่างในเรื่องของราคาและการทำกำไรจากการขายสินค้า
หากมองในปั้นปลายของการทำตลาดแล้ว สินค้าเฮ้าส์แบรนด์ถือเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการเข้ามาสร้างความแตกต่าง และเป็นตัวทำให้เกิดความจงรักภักดีต่อร้านค้า หรือการสร้างสโตร์ ลอยัลตี้ในระยะยาวนั่นเอง
เฮ้าส์แบรนด์ใช้เวลาบ่มเพาะความเชื่อในเรื่องของความคุ้มค่าของคุณภาพกับราคามาพักใหญ่ๆ ก่อนที่จะพัฒนาสายพันธุ์เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตัวเอง จนกลายมาหนึ่งในเครื่องมือที่ทำหน้าที่สร้างสโตร์ ลอยัลตี้ ซึ่งเป็นสเตปการดำเนิน กลยุทธ์ของเชนไฮเปอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์มาร์เก็ตในปัจจุบันที่เชนใหญ่ๆ รวมถึงค้าส่ง ฟู้ด เซอร์วิสกำลังเดินหน้าทำในเรื่องนี้อย่างเต็มกำลัง
ขณะที่ผู้นำตลาดอย่างแม็คโครนั้น การทำสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ จะมีการจัดพอร์ตสินค้าอย่างชัดเจน โดยสินค้าในกลุ่มอาหารจะมีแบรนด์หลักคือ เอโร หรือ aroที่จับกลุ่มลูกค้าระดับกลางรวมถึงแบรนด์ “aro Gold” ที่เป็นแบรนด์ระดับพรีเมียมของแม็คโคร
โดยเป็นแบรนด์สินค้ากลุ่มบริโภคและอุปโภคที่เน้นคุณภาพสินค้าเทียบเท่าแบรนด์ชั้นนำ ผ่านการผลิตจากโรงงานที่ได้มาตรฐาน สะอาด ปลอดภัย ในราคาที่ประหยัดกว่าเพื่อกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรม และจัดเลี้ยง (HoReCa)

ภายใต้แบรนด์ aro จะมีสินค้าครอบคลุมตั้งแต่ข้าวสาร อาหารแห้ง อาหารแช่เย็น-แช่แข็ง ซอส เครื่องดื่ม น้ำยาทำความสะอาด กระดาษทิชชู่ บรรจุภัณฑ์ใส่อาหาร เครื่องครัว อุปกรณ์จัดเลี้ยง ตลอดจนชุดของใช้ในห้องนอนโรงแรม
นอกจากนี้ยังมีแบรนด์ “เซฟแพ็ค” หรือ Savepak สำหรับกลุ่มลูกค้าระดับล่าง ตั้งแต่กลางลงล่าง โดยเป็นแบรนด์สินค้ากลุ่มบริโภคและอุปโภค ที่เป็นทางเลือกให้กับลูกค้า ที่ต้องการสินค้าราคาประหยัดกว่า เพื่อกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรม และจัดเลี้ยง (HoReCa) มีตั้งแต่ข้าวสาร อาหารแห้ง อาหารแช่เย็น-แช่แข็ง ซอส เครื่องดื่ม น้ำยาทำความสะอาด กระดาษทิชชู บรรจุภัณฑ์ใส่อาหาร เครื่องครัว อุปกรณ์จัดเลี้ยง ตลอดจนชุดของใช้ในห้องนอนของโรงแรม
แม็คโครจัดพอร์ตสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ของตัวเอง โดยแบ่งกลุ่มและราคาของสินค้าไว้อย่างชัดเจน โดยสินค้าเฮาส์แบรนด์ในหมวดอาหารจะมีราคาถูกกว่าสินค้าทั่วไป 5-10% แต่หากเป็นสินค้าในหมวดของใช้จะมีราคาถูกกว่า 20-30% ขณะที่คุณภาพมีระดับใกล้เคียงกับสินค้าทั่วไป
นอกจากการ Sourcing สินค้าคุณภาพเข้ามาทำตลาดภายใต้เฮ้าส์แบรนด์ในพอร์ตแล้ว แม็คโครยังมีการทำการ ตลาด รวมถึงอีเวนท์ในรูปแบบต่างๆ เพื่อสนับสนุนการขายอีกด้วย
ล่าสุด มีการจัดกิจกรรม “Chef’s Table by aro” เพื่อเปิดประสบการณ์พร้อมสัมผัสวัตถุดิบคุณภาพจากทุกมุมโลก ซึ่งเป็นการจัดผ่านงาน “Makro HoReCa 2023” ที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ที่เมืองทองธานี
ถือเป็นการหยิบเอาเทรนด์ในเรื่องของ “Chef’s Table” หรือรูปแบบความอร่อยบนโต๊ะอาหารตามใจเชฟ ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมจากนักชิมอาหารคนไทย ด้วยความแปลกใหม่ของเมนู ประสบการณ์เรื่องราวของอาหารที่สร้างความตื่นเต้น และวัตถุดิบต่างๆ ที่เหล่าเชฟตั้งใจคัดสรรเป็นเมนูอาหารสุดพิเศษให้ได้ลิ้มลอง มาเป็นตัวช่วยในการตอกย้ำภาพลักษณ์ของการเป็นแบรนด์วัตถุดิบด้านอาหารที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดี

โดยแม็คโครได้นำวิถีดังกล่าวมาใช้ในการบอกเล่าเรื่องราวผ่านวัตถุดิบระดับพรีเมียม ที่คัดสรรคุณภาพมาจากทั่วทุกมุมโลก ภายใต้แบรนด์ “aro Gold” และ “aro” โดยมีเชฟยูกิ ธีระภพ เกศวพิทักษ์ ที่ปรึกษาทางด้านอาหารญี่ปุ่น และมีประสบ การณ์ด้านการทำอาหารมากว่า 16 ปี เป็นผู้รังสรรค์ 3 เมนูสุดพิเศษ ได้แก่ สลัดแซลมอนรมควัน, วากิว เพนเน่เพสโต้ และเติมความสดชื่นจากเครื่องดื่มบลูสกายเยลลี่โซดา กับกิจกรรม Chef’s Table by aro อร่อยตามเชฟรังสรรค์ด้วยผลิตภัณฑ์เอโร่ ในงานมหกรรมธุรกิจอาหารประเทศไทย ครั้งที่ 16 (Makro HoReCa 2023)
ความพิเศษของกิจกรรม Chef’s Table by aro ในครั้งนี้ เชฟยูกิเจ้าของเหรียญทองการแข่งขันการปรุงเมนูเส้นฟรีสไตล์ ในงาน “แม็คโคร โฮเรก้า ชาเลนจ์ 2016” ได้ใช้เทคนิคการทำอาหารด้วยการนำวัตถุดิบคุณภาพ มาพลิกโฉมเป็นเมนู อาหารที่มีหน้าตาและวิธีการจัดจานให้แตกต่างจากเดิม โดยเริ่มด้วยเครื่องดื่มเย็นๆ เหมาะกับสภาพอากาศร้อนๆ ของเมือง ไทยอย่าง “บลูสกายเยลลี่โซดา” มาพร้อมเนื้อสัมผัสที่แตกต่างด้วยเยลลี่ ให้อารมณ์แบบเครื่องดื่มและของหวานไปในตัว ตามมาด้วยเมนูเรียกน้ำย่อย คือ “สลัดแซลมอนรมควัน” ที่เชฟนำเสนอมาในแบบสวนสลัด ที่มีความหลากหลายของวัตถุดิบ ในแบบน้อยแต่มาก (Less is more)
การจัดกิจกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นภาพว่า สินค้าเฮ้าส์แบรนด์ของแม็คโครถูกวางให้เป็นอีกแม่เหล็กหนึ่งในการดึงผู้ประกอบการ HoReCa ให้เข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง และจะต่อยอดไปสู่การสร้างสโตร์ ลอยัลตี้ในระยะยาว
ถือเป็นอีกการขับเคี่ยวของ 2 ยักษ์ใหญ่ที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว....