พฤติกรรมการเลือกซื่อน้ำดื่มของไทยเปลี่ยนผ่านจากการดูเฉพาะแค่ Functional คือเรื่องความสะอาดและรสชาติมาสู่ Emotional หรือ Brand Love มาพักใหญ่แล้ว
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านนี้มาจากผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่ เลือกที่จะซื้อหาแบรนด์ที่เหมาะกับตัวเอง
เมื่อเป็นเช่นนี้การวางกลยุทธ์ของแบรนด์จึงต้องย้อนกลับไปจุดตั้งต้น หรือ Brand Purpose หรือเป้า ประสงค์ของแบรนด์ที่ตอบโจทย์ Stakeholder หรือผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดซึ่งรวมถึงผู้บริโภคด้วย
เหมือนกับที่น้ำดื่มสิงห์ทำมาตลอด
ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่ากลยุทธ์สำคัญที่ทำให้บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคก็คือการทำกิจกรรมเพื่อสังคมผ่าน ”สิงห์อาสา” ซึ่งเวลามีเหตุการณ์หรือภัยพิบัติอะไรก็ตาม หน่วยงานอาสาสมัครนี้จะเป็นทีมแรกๆ ที่เข้าไปช่วยเหลือในพื้นที่
สิงห์อาสา เริ่มต้นจากการรวมตัวกันของพนักงาน ผู้บริหารบุญรอดฯ และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ เมื่อปี 2554 ในช่วงเกิดมหาอุทกภัยครั้งรุนแรงที่สุดของประเทศไทย โดยไม่ได้หวังอะไรตอบแทน
การเติบโตของสิงห์อาสา เริ่มจากกลุ่มพนักงานเพียงไม่กี่คน จนวันนี้ขยายเครือข่ายไปยังกลุ่มคนที่มีจิตอาสาเหมือนกัน ทั้งยังเติบโตแผ่กิ่งก้านออกไปสู่ต่างประเทศด้วย ทำให้ภาพลักษณ์ของสิงห์อาสาในวันนี้มีความแข็งแรงมากขึ้น โดยปัจจุบันเครือข่ายสิงห์อาสาขยายครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ขยายสู่กลุ่มนิสิตนักศึกษาทั้งคนไทยและต่างชาติ เครือข่ายบริษัทในเครือบุญรอดฯ และเครือข่ายภายนอกทั้งกลุ่มของสถาบัน การศึกษา อาสากู้ภัย และหน่วยงานราชการต่างๆ

ในช่วงที่ประเทศไทยเกิดวิกฤต COVID-19 บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด มีการให้ความช่วยเหลือภาคส่วนต่างๆ ผ่านการมอบเงินสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลหลักทั่วประเทศ เพื่อจัดหาอุปกรณ์ในการดูแลรักษาผู้ป่วย และอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อให้กับบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งยังสนับสนุนอาหารและน้ำดื่มให้กับโรงพยาบาลหลักทั่วประเทศจำนวนกว่า 2 ล้านขวด รวมถึงช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผ่านโครงการสิงห์อาสาทั่วประเทศ ทั้งในรูปแบบของการจ้างงานและสร้างอาชีพ รวมเป็นมูลค่าการช่วยเหลือแล้วกว่า 250 ล้านบาท ซึ่งยังคงดำเนินอยู่จนถึงปัจจุบัน
แน่นอนว่า การเข้าไปของทีมสิงห์อาสาที่มีสินค้าจำเป็นอย่างน้ำดื่ม เข้าไปแจกจ่ายเพื่อช่วยเหลือคนที่เดือนร้อนนี้ย่อมสร้างความผูกพันระหว่างคนกับแบรนด์ทางอ้อมได้ในอีกหนทางหนึ่ง
อีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจก็คือการเปลี่ยนฉลากน้ำดื่มเป็นสื่อ เพื่อทำประโยชน์ให้กับสังคม ซึ่งเป็น
ที่มาของความร่วมมือระหว่างน้ำดื่มสิงห์และมูลนิธิกระจกเงา ร่วมกันทำแคมเปญ “น้ำดื่มสิงห์ คืนดวงใจให้แม่ Return Heart to Home”
หัวใจของแคมเปญนี้ก็คือการผลิตน้ำดื่มสิงห์ฉลากพิเศษ ที่มีภาพวาดใบหน้าของเด็กที่สูญหายไปจำนวน 5 คน เพื่อเป็นส่วนช่วยในการตามหาเด็กที่หายไป รวมถึงทำให้สังคมได้ตระหนักและเห็นความสำคัญของปัญหาเด็กหายในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการตอบแทนสังคมอีกทางหนึ่ง

ภูริต ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ปัญหาเด็กหายเป็นอีกปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด ทุกครั้งที่ผมได้ยินเรื่องนี้ผมถามตัวเองว่าเราจะช่วยอะไรได้บ้าง วันหนึ่งผมพบว่าเราน่าจะใช้ฉลากน้ำดื่มสิงห์เป็นอีกช่องทางการสื่อสารที่ช่วยในการติดตามได้ และได้ติดต่อไปยังมูลนิธิกระจกเงาทันที เพื่อประสานการทำงานร่วมกันจนสำเร็จเป็นโครงการคืนดวงใจให้แม่ Return Heart to Home”

ในส่วนของการพัฒนาสินค้าเพื่อตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม ทางสิงห์ก็เคยมีการจัดทำแคมเปญ “Singha Drinking Water X Reroute Collection” เพื่อรีไซเคิลขวดน้ำดื่มสิงห์เป็นเส้นใย และนำไปผลิตสินค้ากลุ่มแฟชั่นสไตล์ Sporty Chic
ล่าสุดค่ายบุญรอดบริวเวอรี่ก็มีการพัฒนาโปรดักต์ในส่วนของแพ็กเกจจิ้ง ดีไซน์ ด้วยการออกน้ำดื่มสิงห์ขวดใส ไม่มีฉลาก รีไซเคิลได้ 100% โดยจะจำหน่ายในรูปแบบแพ็กเท่านั้นที่ Lotus's ก่อนในระยะแรก
น้ำดื่มสิงห์ขวดใส ไม่มีฉลากนี้สามารถลดการใช้พลาสติกที่ต้องนำมาใช้พิมพ์ฉลากในแต่ละปีได้เป็นจำนวนมหาศาล และลดขั้นตอนการคัดแยกในกระบวนรีไซเคิลขวดน้ำ PET 1 อีกด้วย ซึ่งถือเป็นการสานต่อเส้นทางสู่ความยั่งยืนอีกครั้ง หลังจากการเปลี่ยนขวดน้ำดื่มสิงห์เป็นเสื้อผ้าสุดคูลภายใต้คอลเลคชั่น Singha Drinking Water X Reroute Collection มาแล้ว
ทั้งหมดนี้คือบางส่วนของกิจกรรมที่ทางบุญรอดบริวเวอรี่ พยายามทำอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้าง Brand Love ให้กับน้ำดื่มสิงห์ ในยุค Brand Citizenship
ยุคที่ผู้บริโภครู้สึกและคาดหวังต่อแบรนด์เหมือนเป็นประชาชนคนหนึ่งในสังคม