ย้อนหลังไป 2 – 3 ปีก่อนหน้านี้ ศึกชิงเครือข่ายร้านโชห่วยของทั้งซัพพลายเออร์และผู้ประกอบการค้าปลีก - ส่งใน บ้านเราถือว่าดุเดือดเลือดพล่าน โดยในช่วงเวลานั้น “ทีดี ตะวันแดง” ของค่ายคาราบาว กรุ๊ป เดินหน้าขยายเครือข่ายร้าน “ถูกดี มีมาตรฐาน” อย่างเต็มรูปแบบจนมีการวางเป้าหมายไว้ว่า ตัวเลขเครือข่ายร้านค้าขยับขึ้นมาในระดับ 8,000 ราย ภายใน ปี 2565
ขณะที่ค้าส่งโมเดิร์นเทรดอย่างแม็คโครเองก็มีการเปิดตัว ร้านบัดดี้ มาร์ท ที่ดึงเอาผู้ที่สนใจเปิดร้านมินิมาร์ทภายใต้ แบรนด์ “บัดดี้ มาร์ท” โดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2565 พร้อมตั้งเป้าภายในสิ้นปี 2566 แม็คโครจะสามารถผลักดันให้ ตัวเลขของร้านเครือข่ายบัดดี้มาร์ทขยับขึ้นเป็น 2,000 ร้านค้า
ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้ดีตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ถูกพิสูจน์ออกมาให้เห็นว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้าง ยากถึงยากมาก ที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำร้านโชวห่วยของผู้ประกอบการท้องถิ่นที่มีสไตล์การบริหารจัดการใน แบบของตัวเอง นั่นคือเป็นธุรกิจที่ทำตามความเคยชินของตัวเองมากกว่าที่จะเลือกใช้ระบบหรือเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการ บริการจัดการเหมือนอย่างที่แต่ละเชนวางเอาไว้
ล่าสุด แม็คโครเองก็ยุติการเดินหน้าการขยายเครือข่ายของร้านบัดดี้ มาร์ทแล้ว เนื่องจากประสบปัญหาในการ บริหารจัดการค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกับเรื่องของการบริหารจัดการด้านสต๊อกสินค้าของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งแหล่ง ข่าวในวงการค้าปลีกของบ้านเราบอกว่า โดยปกติ การบริหารเครือข่ายร้านค้าปลีกที่มีจำนวนสาขามากๆ นั้นจะต้องแม่นยำใน เรื่องของการบริหารจัดการด้านสต๊อกสินค้าเพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“เจ้าของร้านพวกนี้ทำงานบนความเคยชินมากกว่า ระบบที่นำไปใช้ในการบริหารจัดการเลยใช้ได้ผลไม่ เต็มที่นัก อย่างการสั่งสินค้าเข้าร้าน ที่ปกติต้องสั่งล่วงหน้าเพื่อเตรียมจัดส่ง สมมติว่า ต้องสั่งวันอังคารเพื่อส่งให้ วันพฤหัสบดี แต่บ่อยครั้งที่เกิดการลืมและสั่งไม่ตรงกับวันทำให้การจัดส่งสินค้าที่ต้องเตรียมการล่วงหน้าในแต่ละ เส้นทางทำได้ไม่เต็มที่ เลยเกิดปัญหาตามมา”

แหล่งข่าวคนเดิมยังบอกอีกว่า ยิ่งเมื่อมองมาที่ยอดขายต่อวันแล้วพบว่ามีไม่มากพอจนสามารถทำตัวเลขกำไร กลับมาได้คุ้มทุนที่ตั้งไว้ ซึ่งจะต่างจากร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ที่แม้จะใช้ระบบแฟรนไชส์ แต่ก็มียอดขายต่อวันออกมาค่อนข้างดี ทำให้โครงการดังกล่าวนี้ ไม่ได้รับผลตอบรับที่ดีตามที่ตั้งเอาไว้
ส่งผลให้แม็คโครหันกลับไปทำโครงการที่คล้ายๆ กับ “มิตรแท้ โชวห่วย” แทน นั่นคือเข้าไปทำหน้าที่ในการให้ คำปรึกษาในเรื่องของการบริหารจัดการร้านของโชวห่วย รวมถึงการให้คำแนะนำในการสั่งสินค้าเข้าร้าน ซึ่งแม็คโครมีฐาน ลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการโชวห่วยอยู่ในมือถึงกว่า 5 แสนราย โดยแม็คโคร ยังคงใช้จุดแข็งในเรื่องของการมีสาขาที่ครอบคลุม หลายจังหวัด และสาขาเหล่านั้นก็มีทีมงานที่ทำในเรื่องของการหาเครือข่ายร้านค้า รวมถึงการทำเรื่องมิตรแท้ชุมชนที่สร้าง สัมพันธ์ที่ดีกับผู้ประกอบการร้านค้าในพื้นที่
หากย้อนไปดูที่การทำเครือข่ายร้านบัดดี้ มาร์ทแล้ว พบว่า ร้านบัดดี้ มาร์ทจะมีความหลากหลายในเรื่องขนาดหรือ พื้นที่ขายของร้านค่อนข้างมาก ไล่ตั้งแต่ร้านที่เป็นแพ็กเกจไซส์ S มีขนาดน้อยกว่า 50 ตร.ม. มีสินค้าในร้านประมาณ 1,600 รายการ แพ็กเกจไซส์ M ขนาด 51 – 100 ตร.ม. สินค้าประมาณ 2,200 รายการ และแพ็กเกจไซส์ L ขนาดมากกว่า 100 ตร.ม. มีสินค้าประมาณ 3,000 รายการ โดยร้านค้าที่สนใจเข้าร่วมจะมีค่าใช้จ่าย 400,000 บาท แบ่งเป็นค่าตกแต่ง 200,000 บาท และค่ามัดจำอีก 200,000 บาท และก่อนยุติโครงการนี้ แม็คโครเปิดร้านบัดดี้ มาร์ทไปได้ประมาณ 65-70 สาขา

แหล่งข่าวคนเดิมยังบอกอีกว่า ยิ่งเมื่อมองมาที่ยอดขายต่อวันแล้วพบว่ามีไม่มากพอจนสามารถทำตัวเลขกำไร กลับมาได้คุ้มทุนที่ตั้งไว้ ซึ่งจะต่างจากร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ที่แม้จะใช้ระบบแฟรนไชส์ แต่ก็มียอดขายต่อวันออกมาค่อนข้างดี ทำให้โครงการดังกล่าวนี้ ไม่ได้รับผลตอบรับที่ดีตามที่ตั้งเอาไว้
ส่งผลให้แม็คโครหันกลับไปทำโครงการที่คล้ายๆ กับ “มิตรแท้ โชวห่วย” แทน นั่นคือเข้าไปทำหน้าที่ในการให้ คำปรึกษาในเรื่องของการบริหารจัดการร้านของโชวห่วย รวมถึงการให้คำแนะนำในการสั่งสินค้าเข้าร้าน ซึ่งแม็คโครมีฐาน ลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการโชวห่วยอยู่ในมือถึงกว่า 5 แสนราย โดยแม็คโคร ยังคงใช้จุดแข็งในเรื่องของการมีสาขาที่ครอบคลุม หลายจังหวัด และสาขาเหล่านั้นก็มีทีมงานที่ทำในเรื่องของการหาเครือข่ายร้านค้า รวมถึงการทำเรื่องมิตรแท้ชุมชนที่สร้าง สัมพันธ์ที่ดีกับผู้ประกอบการร้านค้าในพื้นที่
หากย้อนไปดูที่การทำเครือข่ายร้านบัดดี้ มาร์ทแล้ว พบว่า ร้านบัดดี้ มาร์ทจะมีความหลากหลายในเรื่องขนาดหรือ พื้นที่ขายของร้านค่อนข้างมาก ไล่ตั้งแต่ร้านที่เป็นแพ็กเกจไซส์ S มีขนาดน้อยกว่า 50 ตร.ม. มีสินค้าในร้านประมาณ 1,600 รายการ แพ็กเกจไซส์ M ขนาด 51 – 100 ตร.ม. สินค้าประมาณ 2,200 รายการ และแพ็กเกจไซส์ L ขนาดมากกว่า 100 ตร.ม. มีสินค้าประมาณ 3,000 รายการ โดยร้านค้าที่สนใจเข้าร่วมจะมีค่าใช้จ่าย 400,000 บาท แบ่งเป็นค่าตกแต่ง 200,000 บาท และค่ามัดจำอีก 200,000 บาท และก่อนยุติโครงการนี้ แม็คโครเปิดร้านบัดดี้ มาร์ทไปได้ประมาณ 65-70 สาขา

เครือข่ายร้านค้าปลีกถือเป็นอีกหัวใจสำคัญของการทำตลาดของคาราบาว กรุ๊ป เพราะนอกจากจะเป็นช่องทางขาย ให้กับสินค้าในเครือแล้ว ยังเป็นช่องทางในการเข้าถึงดาต้าของลูกค้าที่สามารถนำมาต่อยอดในการวางแผนการผลิต ตลอดจน วางแผนทางการตลาดเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างตรงจุด
จึงเชื่อว่า คาราบาว กรุ๊ปยังคงน่าจะให้ความสำคัญกับการเดินหน้าขยายเครือข่ายร้านค้าปลีกของตัวเองอย่าง ต่อเนื่อง แม้เครือข่ายร้านถูกดี มีมาตรฐานจะยังไม่สามารถขยายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
อย่างไรก็ตาม ยังมีแบรนด์ร้านค้าปลีกอย่างซีเจ ซูเปอร์มาร์เก็ต ที่มีการพัฒนาโมเดลหรือรูปแบบร้านค้าปลีกใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกับร้านซีเจ เอ็กซ์ ที่เป็นทั้งร้านขายปลีกและขายส่งในร้านเดียวกัน ก็ถูกส่งเข้ามาทำตลาด โดยเน้น การขยายสาขาเข้าไปในชุมชนของอำเภอต่างๆ ในต่างจังหวัด ซึ่งน่าจะเป็นอีกโมเดลที่สามารถแทนที่ร้านถูกดีได้ และง่ายต่อ การบริหารจัดการ เพราะเป็นการลงทุนด้วยตัวเองทั้งหมด
เช่นเดียวกับร้านซีเจ ซูเปอร์มาร์เก็ต ที่ยังคงเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการเรียนรู้จากการทำร้านถูกดีน่าจะ เข้ามาช่วยในเรื่องของการเลือกทำเลที่ดีในระยะยาวได้ โดยเฉพาะกับการเข้าไปแทนที่ร้านเดิมที่ไม่ต่อสัญญานั่นเอง....