ในเดือนที่ผ่านมามีดราม่าในโซเชียลมีเดียของประเทศจีน เมื่อหญิงสาวที่ชื่อ Qu Jing ซึ่งเป็นรองประธานฝ่ายพีอาร์ของบริษัทไอทียักษ์ใหญ่จากจีนอย่าง Baidu โพสต์คลิปลง Douyin โซเชียลมีเดียของจีน ในเรื่องการทำงานหนักแบบทุ่มเท ทั้งชีวิตของตัวเอง และพาดพิงไปยังพนักงานบริษัทคนหนึ่งที่ปฏิเสธการไปทริปของบริษัทในช่วงการระบาดของโควิด-19 ว่าทุ่มเทการทำงานไม่มากพอ จนทัวร์ลงโพสต์นั้นของเธออย่างหนัก และทำให้เธอประกาศลาออกในที่สุด
เรื่องนี้ทำให้ทำให้แนวความคิดเรื่องการทำงานถวายชีวิตกลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง โดยเฉพาะการทำงานหนักจนเสียชีวิต ซึ่งกลายเป็นปัญหาระดับโลกที่ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศจีนเท่านั้น
การทำงานหนักจนเสียชีวิตมีศัพท์เรียกเฉพาะว่า Karoshi ซึ่งเป็นภาษาญี่ปุ่น แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Work To Death หรือทำงาน (หนัก) จนเสียชีวิต โดยคำๆ นี้เกิดขึ้นมาจากกรณีการเสียชีวิตจากภาวะสโตรกของพนักงานส่งหนังสือพิมพ์ของบริษัทหนังสือพิมพ์ในญี่ปุ่น อันเนื่องมาจากการทำงานอย่างหนักในปี 1969 จนก่อให้เกิดการตื่นตัวและตั้งคำถามถึงสภาพการทำงานที่เกิน 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในญี่ปุ่น และมีการก่อตั้งสายด่วน Karoshi Hotline ขึ้นในปี 1988
การทำงานหนักจนเสียชีวิตในประเทศญี่ปุ่นไม่ได้เกิดจากสุขภาพทางร่างกายเพียงเท่านั้น แต่ยังเกิดจากภาวะการกดดันในการทำงานจนก่อให้เกิดการฆ่าตัวตายและสุขภาพจิตอีกด้วย โดยในปี 2023 ที่ผ่านมา มีรายงานว่ามีคน 2,968 คนในประเทศญี่ปุ่น ฆ่าตัวตายอันมีสาเหตุมาจากการสภาพการทำงานที่กดดัน หรือการทำงานหนักจากภาวะ Karoshi นั่นเอง
ประเทศเกาหลีซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในโลกก็มีภาวะนี้เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน โดยเรียกว่า Gwarosa มีความหมายเดียวกับ Karoshi ซึ่งก็คือการทำงานหนักจนเสียชีวิต ซึ่งในอดีตเกาหลีใต้ทำงาน 68 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จนเกิดการออกกฎหมายในปี 2017 ให้ลดเหลือไม่เกิน 40ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยข้อมูลจากองค์กร Karoshi In Asia บอกว่า ในปี 2019 มีคนที่เสียชีวิตจากการทำงานหนักในเกาหลีใต้ประมาณ 747 คน และตัวเลขเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี
ในประเทศจีนเอง ซึ่งในวัฒนธรรมการทำงานที่เรียกว่า 996 อันหมายถึง ทำงานตั้งแต่ 9 โมงเช้า ยัน 3ทุ่ม เป็นเวลา 6 วันต่อสัปดาห์ ก็เกิดปรากฏการณ์ Karoshi เช่นเดียวกัน โดยสื่อของจีนอย่าง Global China Daily รายงานว่า คนจีนเสียชีวิตจากการทำงานหนักประมาณ 600,000 คนต่อปีเลยทีเดียว ซึ่งส่วนมากเป็นพนักงานในอุตสาหกรรมสื่อ โฆษณา การแพทย์ และไอที
สำหรับสถานการณ์ทั่วโลก จากรายงานขององค์กร OECD ซึ่งจัดเก็บข้อมูลการทำงานในแต่ละประเทศพบว่าประเทศที่ทำงานหนักมากที่สุดในโลกคือเม็กซิโก รองลงมาคือคอสตาริก้า ชิลี อิสราเอล และกรีซ ในขณะที่ประเทศไทย แม้จะยังไม่มีตัวเลขการเสียชีวิตจากการทำงานหนักอย่างเป็นทางการ แต่ในปีที่ผ่านมา จากการทำผลสำรวจของ Kisi บริษัทเทคโนโลยีให้คำปรึกษาด้านการทำงาน พบว่ากรุงเทพฯ ติดอันดับ 5 ของเมืองที่แรงงานทำงานหนักที่สุดในโลกเช่นเดียวกัน
อ้างอิง https://www.channelnewsasia.com/east-asia/baidu-executive-china-departs-comments-overwork-4326191 https://global.chinadaily.com.cn/china/2016-12/11/content_27635578.htm https://theweek.com/97569/gwarosa-why-koreans-are-working-themselves-to-death https://sites.google.com/view/kwea/activities/karoshi-and-karojisatsu-in-south-korea-in-the-era-of-covid-19