ถ้าเราจะใช้ชีวิตหรูๆ ดีๆ ที่เมืองสักเมืองหนึ่งบนโลกนี้ สิงคโปร์นับเป็นเมืองที่ต้องจ่ายแพงมากที่สุด ยิ่งกว่าเมืองในตะวันออกกลางที่คนมักมีภาพจำว่าเป็นเมืองแหล่งไลฟ์สไตล์หรูๆ เวอร์ๆ หรือยุโรปที่ขึ้นชื่อเรื่องชีวิตดี ไม่เพียงเท่านั้น สิงคโปร์ยังเป็นเมืองที่ระดับ ‘มหาเศรษฐี’ พอใจที่จะไปใช้ชีวิตมากที่สุดด้วยเช่นกัน
Global Wealth and Lifestyle Report โดย Julius Baer ได้จัดอันดับ ‘เมืองที่แพงที่สุดสำหรับการใช้ชีวิตที่ดีขั้นสุด’ 25 เมืองทั่วโลก ในปี 2024 โดยพิจารณาจากราคาสินค้าคนรวยต่างๆ เช่น รถยนต์ ที่อยู่อาศัย โทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ กระเป๋าแบรนด์เนม รองเท้าแบรนด์เนม สูท นาฬิกา เครื่องออกกำลังกาย วิสกี้ โรงเรียนส่วนตัว มื้ออาหารหรู ห้องพักในโรงแรม เที่ยวบิน business class ไปจนถึงค่าทนาย และยังรวมถึง ‘คุณภาพชีวิต’ ที่วัดจากองค์ประกอบอื่นๆ ในเมืองนั้นๆ ด้วย
จากทั้งหมดนี้พบว่าสิงคโปร์ยังคงครองแชมป์ติดต่อกันเป็นปีที่สอง ขณะที่อันดับถัดๆ ได้แก่
อันดับ 2 ฮ่องกง (ขึ้นมาจากอันดับ 3 ในปีที่แล้ว)
อันดับ 3 ลอนดอน (ขึ้นมาจากอันดับ 4 ในปีที่แล้ว)
อันดับ 4 เซี่ยงไฮ้ (ตกลงมาจากอันที่ 2 ในปีที่แล้ว)
อันดับ 5 โมนาโค (ขึ้นมาจากอันดับ 6 ในปีที่แล้ว)
อันดับ 7 นิวยอร์ก (ตกจากอันดับ 5 ในปีที่แล้ว)
อันดับ 8 ปารีส (ขึ้นมาจากอันดับที่ 13 ในปีที่แล้ว)
อันดับ 9 เซาเปาลู (คงอยู่ในอันดับเดิม)
อันดับ 10 มิลาน (ขึ้นมาจากอันดับ 16 ในปีที่แล้ว)
สำหรับหลายเมืองในเอเชีย แม้จะมีอันดับหล่นลง แต่ก็ยังคงอยู่ในอันดับต้นๆ เช่น ‘ไทเป’ อยู่ในดันดับที่ 13 (หล่นจากอันดับ 8 ในปีที่แล้ว) ‘จาการ์ตา’ อยู่ในอันดับที่ 14 (หล่นจากอันดับที่ 12 ในปีที่แล้ว) มะนิลาอยู่ในอันดับที่ 21 (หล่นจากอันดับที่ 20 ในปีที่แล้ว) ‘โตเกียว’ อยู่ในอันดับที่ 23 (หล่นจากอันดับที่ 15 ในปีที่แล้ว) ทางด้านกรุงเทพฯ ของเราอยู่ในอันดับที่ 17 (หล่นจากอันดับที่ 11 ในปีที่แล้ว) โดยที่เราต้องพูดถึงอันดับที่ขยับขึ้น-ลงนี้ มีความน่าสนใจในตัวของมันเอง ซึ่งเก็บไว้ว่ากันในตอนสุดท้าย
สำหรับอันดับหนึ่งอย่างสิงคโปร์ ตอนนี้ถือเป็นเมืองที่การจะซื้อรถสักคันนั้นแพงที่สุด เมื่อเทียบกับค่าเงินในประเทศบวกกับการจะต้องมี ‘หนังสือรับรองสิทธิ’ เพื่อจะซื้อรถ ซึ่งหนังสือรับรองสิทธินี้ราคาแพงไม่ต่างจากรถ จนทำให้ราคารถในสิงคโปร์แพงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกถึง 2.5 เท่า ขณะที่ราคาสินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ ในสิงคโปร์ ก็แพงกว่าที่อื่นๆ เมื่อเปรียบเทียบเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยราคาสินค้าหรูของสิงคโปร์รวมแล้วแพงขึ้นถึง 0.8% ในขณะที่ระดับเงินเฟ้อของสิงคโปร์ทรงตัวที่ 4.8% ซื้อถือว่าเป็นตัวเลขที่ดีทีเดียวในปีที่ผ่านมา
และการอยู่ในอันดับต้นๆ ก็มาจากศักยภาพของเมืองในการดึงดูดคนรวยให้มาใช้ชีวิต อย่างสิงคโปร์เอง ที่ยังคงครองอันดับหนึ่งไม่ใช่แค่ความหรูหราของราคาที่ต้องจ่ายเท่านั้น แต่เป็นเพราะเสถียรภาพทางการเมือง ระบบสาธารณสุขที่ดี อัตราการเกิดอาชญากรรมต่ำ ระบบการขนส่งมวลชนที่ดี ทั้งหมดนี้กลายเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ และดึงดูดคนรวยให้มาใช้ชีวิตมากที่สุด ซึ่งส่งผลเชื่อมโยงกับราคาของหรูในประเทศเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม สำหรับสาเหตุหลักที่ทำให้แต่ละเมืองเปลี่ยนอันดับได้มากที่สุดก็คือ อัตราการผันผวนของค่าเงิน โดยเมืองที่อันดับสูงขึ้น หรือก็หมายถึงค่าเงินของเขาทรงตัวขึ้น ก็ได้แก่ ซูริค มิลาน ซิดนีย์ เม็กซิโกซิตี้ ขณะที่ประเทศที่ตกอันดับมากๆ จนทาง Global Wealth and Lifestyle Report ต้องเมนชั่นถึงก็คือ โตเกียว ดูไบ ไทเป และกรุงเทพฯ ของเรานี่เอง
นั่นหมายถึงการเป็นประเทศอันดับต้นๆ ที่บรรดาเศรษฐีจะมาใช้ชีวิตดีๆ ที่เมืองนั้นได้ ไม่ได้หมายความถึงคุณภาพชีวิตที่ดีโดยรวมของคนทั้งเมือง และยิ่งหากเป็นเมืองที่มีความเหลื่อมล้ำสูงมากเท่าไหร่ การติดอันดับเหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องน่าดีใจสำหรับทุกคนเลยจริงๆ
อ้างอิง https://www.juliusbaer.com/fileadmin/publications/The_Julius_Baer_Global_Wealth_and_Lifestyle_Report_2024.pdf https://www.theedgesingapore.com/news/wealth/singapore-retains-title-most-expensive-city-luxury-spending-julius-baer-report https://sg.finance.yahoo.com/news/singapore-retains-title-most-expensive-105625925.html