มิจฉาชีพออนไลน์หลอกให้โอนเงินกลายมาเป็นภัยสังคมในปัจจุบันที่แทบทุกคนเคยเจอ ซึ่งจะถูกหลอกให้โอนสำเร็จหรือ ไม่สำเร็จอีกเรื่องหนึ่ง แต่แน่นอนว่าวันๆ หนึ่งหลายคนอาจได้รับสายโทรศัพท์ที่จ้องจะหลอกลวงสารพัด หรือ SMS ให้กดลิงค์ต่างๆ ซึ่งไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่นี่เป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วโลก
ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงเราอย่างสิงคโปร์ก็เจอปัญหานี้เช่นเดียวกัน โดยมีรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติประเทศสิงคโปร์ ว่าในปี 2023 มีการหลอกลวงเงินทางออนไลน์สูงถึง 24,525 ครั้ง เพิ่มขึ้นจากปี 2022 ถึง 91.1% และมีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 334.5 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์
ขณะที่ในครึ่งปีแรกของปี 2024 พบว่า 86% ของเคสที่เกิดขึ้นเป็นการโอนเงินไปให้มิจฉาชีพโดยสมัครใจเอง ไม่ว่าจะเป็น Romance Scam หรือการหลอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่จะมาจัดการปัญหาต่างๆ ให้ ซึ่งล้วนแต่เป็นเคสที่ป้องกันได้ยากมาก
ล่าสุดนี้ ทางการสิงคโปร์จึงวางแผนที่จะออกกฎหมายใหม่ ในชื่อ Restriction Orders (ROs) และเปิดรับความคิดเห็นจากประชาชนจนถึงปลายเดือนกันยายนนี้ เพื่อนำไปพิจารณาต่อว่าจะมีการเสนอร่างกฎหมายนี้จริงหรือไม่
กฎหมาย ROs จะให้อำนาจตำรวจในการออกคำสั่งไปยังธนาคารเพื่อระงับหรือจำกัดการทำธุรกรรมทางเงินของบัญชีที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ โดยหลังจากระบุตัวตนของคนที่ตกเป็นเหยื่อได้แล้ว และเหยื่อยังคงโอนเงินให้บัญชีมิจฉาชีพต่อทั้งที่ตำรวจได้ตักเตือนแล้ว ตำรวจจะสามารถออกคำสั่งไปยังธนาคารหลักทั้ง 7 แห่งในประเทศ ให้ระงับบัญชีทั้งหมดของเหยื่อคนนั้นๆ เป็นเวลา 28 วัน เพื่อตรวจสอบให้แน่ชัดและยับยั้งการโอนเงินที่อาจเสี่ยงว่าปลายทางผู้รับเงินคือมิจฉาชีพได้
แล้วถ้าถูกระงับจะต้องใช้เงินยังไง? สำหรับคำถามนี้ บุคคลที่ถูกระงับบัญชีจะสามารถแจ้งกับตำรวจได้ว่าจะนำเงินไปใช้กับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น จ่ายบิลค่าไฟ หรือบิลสำคัญต่างๆ ยกเว้นแต่บุคคลที่ต้องสงสัยว่าเป็นมิจฉาชีพจะต้องมีการตรวจสอบให้ชัดเสียก่อน และถ้าเจ้าของบัญชีรู้สึกว่าตนถูกระงับการทำธุรกรรมโดยไม่ยุติธรรมก็สามารถยื่นอุทธรณ์ไปยังกระทรวงกิจการภายในได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงกิจการภายในระบุว่าในข้อนี้ จะให้อำนาจตำรวจตรวจสอบการโอนเงินให้กับบัญชีที่มีการติดต่อทางออนไลน์เท่านั้น แต่หากเป็นกรณีของการหลอกลวงโดยการเจอกันซึ่งหน้า จะไม่สามารถใช้กฎหมายข้อนี้ในการระงับบัญชีได้
แน่นอนว่าเสียงตอบรับมีหลากหลาย ขณะที่ประชาชนส่วนหนึ่งมองว่านี่เป็นความหวังดีที่รัฐต้องการปกป้องประชาชนจากการเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ ขณะเดียวกันก็มีหลายเสียงที่มองว่าเป็นการให้อำนาจรัฐในการแทรกแซงเสรีภาพของประชาชนจนเกินไป ส่วนทางการสิงคโปร์มองว่านี่จะเป็นวิธีที่แก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด แม้จะเป็นทางเลือกสุดท้ายหากใช้วิธีแก้อื่นๆ แล้วไม่ได้ผล และหากผลการรับฟังความคิดเห็นออกมาแล้ว เราก็น่าจะได้เห็นว่ากฎหมายใหม่นี้จะได้เกิดขึ้นจริงหรือไม่
ก่อนหน้านี้สิงคโปร์เองก็มีมาตรการให้ธนาคารแจ้งเตือนเจ้าของบัญชีโดยการส่ง SMS หากมีเงินโอนออกจากบัญชี และถ้าไม่มีข้อความ SMS แจ้งเตือน ธนาคารต้องรับผิดชอบใช้เงินคืนตามจำนวน หากแต่แจ้งเตือนไปแล้ว แต่เจ้าของบัญชียังคงโอนอยู่ ธนาคารก็ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ซึ่งในแง่หนึ่ง สำหรับใครที่หลงเชื่อไปแล้ว ลำพังข้อความที่แจ้งเตือนอาจยังช่วยได้ไม่มากพอ
สำหรับสถานการณ์มิจฉาชีพทั่วโลก รายงานจาก The Global State of Scam Report-2022 กล่าวว่าในปี 2564 ทั่วโลกมีการหลอกลวงเงินผ่านช่องทางออนไลน์มากถึง 293 ล้านครั้ง และมีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 1.935 ล้านล้านบาท และประเทศไทยอยู่ที่อันดับ 6 ของโลก นั่นคือ 16,500 ล้านรายการ มีอัตราการถูกหลอกลวง 25.7% ในขณะที่งานวิจัยของเศรษฐศาสตร์ ฯ ก็บอกว่าคนไทยกว่า 36 ล้านคน เคยถูกหลอกลวงผ่านช่องทางออนไลน์ โดยในปี 2566 พบความเสียหาย 49,845 ล้านบาท เฉลี่ย 2,660.94บาท/คน
ธนาคารแห่งประเทศไทยเองก็อยู่ระหว่างการยกร่างกฎหมายกำหนดให้สถาบันการเงิน พัฒนาและออกแบบระบบที่สามารถปิดช่องโหว่ ป้องกันแอปพลิเคชันแปลกปลอมบนโมบายแบงกิ้ง ซึ่งหากธนาคารไม่สามารถทำได้หรือมีช่องโหว่ในระบบแล้วเกิดความเสียหาย ธนาคารต้องเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหาย คืนเงินแก่เจ้าของบัญชี 100%
อ้างอิง https://fintech.global/2024/09/03/singapores-new-scam-protection-bill-to-restrict-high-risk-bank-transactions/ https://vulcanpost.com/870084/protection-from-scams-bill-singapore-freeze-bank-accounts/