1. Nike : 18.2 ล้านเมตริกตัน2. INDITEX (เจ้าของ Zara, Pull&Bear, Bershka และอื่นๆ) : 17.7 ล้านเมตริกตัน3. Adidas : 7.7 ล้านเมตริกตัน4. H&M : 7.6 ล้านเมตริกตัน5. LVMH (เจ้าของ Louis Vuitton, Dior, Celine และอื่นๆ) : 6.9 ล้านเมตริกตัน6. FAST RETAILING (เจ้าของ Uniqlo) : 6.2 ล้านเมตริกตัน7. KERING (เจ้าของ Gucci, YSL, Balenciaga และอื่นๆ) : 2.9 ล้านเมตริกตัน8. CINTAS (บริษัทผู้ผลิตยูนิฟอร์มในอเมริกา) : 1.8 ล้านเมตริกตัน9. Lululemon : 1.7 ล้านเมตริกตัน10. TJX : 1.2 ล้านเมตริกตัน โลกเดือดไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ดูได้จากสถานการณ์น้ำท่วมในตอนนี้ ที่ไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้น แต่ทั่วโลกก็ต้องพบกับความแปรปรวนของฤดูกาล ฤดูร้อนก็ร้อนจนถึงขั้นที่คลื่นความร้อนทำให้เสียชีวิตได้ ฤดูฝนหรือช่วงมรสุมก็พบกับพายุที่ทำให้เกิดน้ำท่วมเสียหาย ในขณะที่ฤดูหนาวอุณหภูมิก็ลดต่ำกว่าที่เคยเป็นมา
จากปัญหาโลกร้อนจนกลายเป็นโลกเดือดในตอนนี้ ประชาคมโลกจึงตั้งเป้าหมายในการแก้ปัญหาไว้ว่า เราต้องลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ให้ได้ภายในปี 2050 (ในขณะที่ประเทศไทยตั้งเป้าหมายไว้ที่ปี 2065) เพื่อที่จะไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสตามความตกลงปารีส (Paris Agreement) เพราะฉะนั้นประเทศต่างๆ รวมไปถึงทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคพลังงาน หรือภาคอุตสาหกรรมต่างก็ต้องหาทางลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยเช่นเดียวกัน
และอุตสาหกรรมแฟชั่นก็เป็นอีกภาคส่วนที่ต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ เพราะอุตสาหกรรมแฟชั่นมีสัดส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 8% ของโลก และตัวการสำคัญก็คือเหล่าบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย โดยมีตัวเลขจากปี 2022 โดย CDP Disclosure Platform ที่ทำงานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่จัดอันดับการปล่อยคาร์บอนของบริษัทแฟชั่นทั่วโลก ซึ่ง 10 อันดับแรก ได้แก่
1. Nike : 18.2 ล้านเมตริกตัน
2. INDITEX (เจ้าของ Zara, Pull&Bear, Bershka และอื่นๆ) : 17.7 ล้านเมตริกตัน
3. Adidas : 7.7 ล้านเมตริกตัน
4. H&M : 7.6 ล้านเมตริกตัน
5. LVMH (เจ้าของ Louis Vuitton, Dior, Celine และอื่นๆ) : 6.9 ล้านเมตริกตัน
6. FAST RETAILING (เจ้าของ Uniqlo) : 6.2 ล้านเมตริกตัน
7. KERING (เจ้าของ Gucci, YSL, Balenciaga และอื่นๆ) : 2.9 ล้านเมตริกตัน
8. CINTAS (บริษัทผู้ผลิตยูนิฟอร์มในอเมริกา) : 1.8 ล้านเมตริกตัน
9. Lululemon : 1.7 ล้านเมตริกตัน
10. TJX : 1.2 ล้านเมตริกตัน
จะเห็นได้ว่าอันดับแรกและอันดับที่ 2 มีตัวเลขที่พุ่งสูงกว่าอันดับถัดๆ มา ซึ่งตัวแบรนด์เองก็พยายามบอกกับโลกว่าพวกเขา “กำลังปรับตัว” อย่างเช่น Nike เองที่เขียนระบุไว้ในเว็บไซต์ว่า “เราได้ตั้งเป้าหมายที่ตั้งอยู่บนความเป็นไปได้ในทางวิทยาศาสตร์ ในการลดการปล่อยคาร์บอนภายในปี 2030” โดยระบุว่าจะลดการปล่อยคาร์บอนในสโคปที่ 1 (กระบวนการผลิตในโรงงาน) และ 2 (การใช้พลังงานในโรงงาน ออฟฟิศและหน้าร้าน) ให้ได้ 65% และในสโคปที่ 3 (กิจกรรมร่วมกับซัพพลายเออร์ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง) อีก 30%
ก่อนหน้านี้วงการแฟชั่นเองเคยมีความเคลื่อนไหวด้วยการก่อตั้ง Sustainable Apparel Coalition ซึ่งมีเป้าหมายให้แบรนด์แฟชั่นลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนลงให้ได้ 45% ภายในปี 2030 รวมไปถึงการรวมตัวกันในนาม Fashion Pact ที่มีแบรนด์กว่า 160 แบรนด์เข้าร่วมและลงนามร่วมกันว่าจะใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิตให้ได้ 50% ภายในปี 2025 และ 100% ภายในปี 2030
แต่ดูเหมือนจะไม่ง่ายนัก และตัวเลขที่เราเห็นอาจจะไม่ได้สะท้อนความจริงทั้งหมด เนื่องด้วยยังไม่มีกฎหมายบังคับให้ แบรนด์แฟชั่นทำรายงานการปล่อยก๊าซคาร์บอนอย่างเข้มงวดกับอุตสาหกรรมแฟชั่น หลายแบรนด์จึงไม่ค่อยเปิดเผยรายงานหรือให้ข้อมูลมากนัก นอกจากนี้ประมาณ 96% ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนทั้งหมดของแบรนด์แฟชั่นเกิดขึ้นในส่วนที่ 3 ของห่วงโซ่การผลิต การใช้ผลิตภัณฑ์และการกำจัด ซึ่งเป็นส่วนที่แบรนด์ทั้งหลายไม่เปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจน เพราะหลายแบรนด์มักใช้การจ้างโรงงานผลิตในประเทศอื่นๆ ซึ่งทำให้ยากต่อการเก็บข้อมูลและรายงานว่าที่จริงแล้วกิจกรรมในส่วนนี้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าไหร่กันแน่
จากรายงานของ Fashion Revolution ที่ตรวจสอบความโปร่งใสของแบรนด์แฟชั่นว่าเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่การผลิตมากน้อยแค่ไหน พบว่า แบรนด์ที่ได้คะแนนสูงในเรื่องความโปร่งใสคือ Puma มีความโปร่งใสที่ 75% ถัดมาคือ Gucci โปร่งใส 74% ถัดมาคือ H&M โปร่งใส 61% ส่วนแบรนด์ที่อยู่อันดับรั้งท้ายก็อย่างเช่น DKNY, Forever 21, Nine West, Reebok, Tom Ford และ Tory Burch เป็นต้น
อ้างอิง https://www.visualcapitalist.com/cp/carbon-emissions-of-the-worlds-biggest-fashion-brands/ https://www.reuters.com/sustainability/climate-energy/despite-climate-pledges-fashion-brands-way-off-track-cutting-carbon-catwalk-2023-07-31/ https://trellis.net/article/fashion-brands-fail-at-emissions-disclosures-industry-watchdog/ https://about.nike.com/en/impact/initiatives/reducing-our-carbon-footprint