เชื่อหรือไม่ว่าสมาร์ทโฟนที่วางขายในประเทศไทยนับสิบๆแบรนด์นั้น เอาเข้าจริงๆในตลาดพรีเมี่ยมมีแบรนด์ที่ทรงอิทธิพลจริงๆ อยู่เพียงแค่ 3 แบรนด์ คือ Samsung, Apple และ Huawei
อาจเป็นเพราะด้วยราคาที่สูงเฉลี่ยเครื่องละ 15,000 บาทขึ้นไป จึงทำให้ผู้บริโภคมีการมีความพิถีพิถันในการเลือกซื้อเป็นพิเศษ ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ตลาดสมาร์ทโฟนพรีเมี่ยมที่เน้นจับกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูงส่วนใหญ่จะเป็นการแข่งขันกันในรุ่นระดับราคาที่สูงกว่า 20,000 บาทขึ้นไป จึงทำให้เหลือแบรนด์ที่เป็นผู้เล่นหลักที่มียอดขายสูงน้อยแบรนด์ลง
ทุกวันนี้ตลาดสมาร์ทโฟนระดับราคา 15,000 ขึ้นไป มียอดขายในเชิงมูลค่าคิดเป็นตัวเลขประมาณ 30% ของตลาดสมาร์ทโฟนโดยรวม ซึ่งในปีที่ผ่านมาเซ็กเม้นต์นี้มีการเติบโตประมาณ 1 Digit
ล่าสุดค่ายสมาร์ทโฟนยักษ์ใหญ่ของโลกจากประเทศจีนอย่าง Huawei ก็ได้มีการเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นแฟลกชิพอย่างเป็นทางการในประเทศไทย คือ Huawei P20 และ Huawei P20 Pro
ทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย ผู้บริหารของ Huawei กล่าวว่า “ปีนี้หัวเว่ยยังคงเร่งเครื่องเต็มสูบเพื่อรุกตลาดสมาร์ทโฟนในประเทศไทยในทุกระดับราคา โดยก่อนหน้านี้เราเปิดตัวสมาร์ทโฟนระดับแมสเพื่อรองรับตลาดระดับกลาง-ล่าง ในขณะเดียวกันเรายังเดินหน้ารุกตลาดสมาร์ทโฟนระดับบนอย่างต่อเนื่องด้วยการเปิดตัว HUAWEI P20และ HUAWEI P20 Proสมาร์ทโฟนแฟลกชิปรุ่นใหม่ล่าสุดที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสมาร์ทโฟนเพื่อการถ่ายภาพที่ดีที่สุดจากมาตรฐาน DxOMark โดยตั้งเป้ายอดขายและส่วนแบ่งการตลาดของสมาร์ทโฟนในระดับพรีเมี่ยมเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวจากรุ่นที่แล้ว”
โดย DxOMark เว็บไซต์องค์กรที่จัดอันดับคุณภาพของการถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟนให้คะแนนประสิทธิภาพภาพรวมของกล้อง HUAWEI P20 Pro และ Huawei P20 ที่ 109 และ 102 คะแนนตามลำดับ ซึ่งถือว่าสูงสุดในกลุ่มสมาร์ทโฟนในเวลานี้
ปัจจุบันในตลาดสมาร์ทโฟนพรีเมี่ยม Huawei มีทำตลาดอยู่ 2 รุ่น โดยวางโพสิชั่นนิ่งที่แตกต่างกัน คือ Huawei P20, P20 Pro สมาร์ทโฟนที่เน้นจับกลุ่มคนรักถ่ายภาพ วางจำหน่ายในราคา 19,990 บาท และ 27,990
Huawei Mate 10 Pro สมาร์ทโฟนที่เน้นจับกลุ่มคนต้องการฟังก์ชั่นที่หลากหลาย วางจำหน่ายในราคาประมาณ 23,900 บาท
ด้านชาญวิทย์ เขียวนาวาวงศ์ษา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป
ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า ความสำเร็จของ Huawei ในช่วงที่ผ่านมานั้นมาจาก 3 เหตุผลหลัก คือ
1. มีสินค้า Full Line Up
2. มีสินค้าที่ตอบโจทย์กลุ่ม Premium Mass
3. การให้ความสำคัญกับเรื่อง R&D ทำให้มีนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาตอบสนองความต้องการของตลาด
จากรายงานประจำปีของสำนักงานสิทธิบัตรยุโรปที่เพิ่งเผยแพร่ออกมาแสดงให้เห็นว่า สำนักงานสิทธิบัตรยุโรปได้รับคำร้องขอจดทะเบียนสิทธิบัตรกว่า 166,000 รายการในปีที่ผ่านมา เพิ่มสูงขึ้นเกือบร้อยละ 4 ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดย Huawei ได้ยื่นขอจดทะเบียนสิทธิบัตรกับสำนักงานสิทธิบัตรยุโรปรวม 2,398 ฉบับ มากเป็นลำดับที่หนึ่งในปี 2560 ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 หัวเว่ยได้เสนอจดทะเบียนสิทธิบัตร 64,091 รายการในประเทศจีน และอีก 48,758 รายการนอกประเทศจีน โดยได้รับการอนุมัติจำนวน 74,307 รายการ และร้อยละ 90 ของสิทธิบัตรที่ได้รับการอนุมัติเป็นสิทธิบัตรด้านการประดิษฐ์
ล่าสุด Huawei เพิ่งจะขยับขึ้นสู่อันดับที่ 25 ในการจัดอันดับ Brand Finance Global 500 ปี 2018