Q: หลักๆ คือเราให้เงินทุน แล้วนอกเหนือจากนั้นมีการส่งเสริมในเรื่องอื่นอีกหรือไม่
A: นอกจากที่เราให้ทุนการศึกษาไปแล้ว เวลาเราทำงานกับเด็กกลุ่มนี้จะเห็นว่า เขาขาดโอกาสในหลายๆ เรื่องเราก็เลยมองว่าถ้าเติมเต็มและสร้างประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตในแง่มุมต่างๆ ที่ดีขึ้น ก็จะทำให้เด็กสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสมบูรณ์ในสังคม
Q: มีอะไรเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการหรือไม่
A: สิ่งที่เราทำมา คือโครงการสานรัก คนเก่งหัวใจแกร่ง เป็นปีที่ 18 แล้ว จากการที่ทางเราเองส่งแอพพลิเคชั่นเข้าประกวดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เราก็พบว่า มีรางวัลต่างๆ ที่วัดผลในเรื่องของการนำไปใช้เยอะเลยทีเดียว แล้วรางวัลที่น่าสนใจมากๆ คือ WSIS Prizes 2018 รางวัลนี้จัดขึ้นโดยองค์การสหประชาชาติ (UN) และสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU)
การจัดรางวัลนี้ขึ้นเพื่อที่จะให้โลกใบนี้ให้ความสนใจกับการนำเทคโนโลยีดิจิตอลไปพัฒนาแล้วช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาสให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
โดยเงื่อนไขของการที่จะส่งเทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ เข้าประกวดก็จะต้องอิงกับ SDG Gold คือเป้าหมายแห่งความยั่งยืนที่โลกใบนี้ตกลงทำสัญญาร่วมกัน เป็นเงื่อนไขในการที่เอาเข้ามาเป็นการจัดประกวดรางวัล ซึ่งจะมีทั้งหมด 17 เป้าหมาย ในปีนี้มีโครงการที่ส่งเข้าประกวดทั้งหมด 685 โครงการจาก 70 ประเทศทั่วโลก ซึ่ง AIS เป็นองค์กรจากประเทศไทยเพียงองค์กรเดียวที่ได้รับรางวัลจากเวทีนี้ เราพิสูจน์ก็ให้เห็นแล้วว่าการที่เราได้รางวัลก็เพราะมีการนำดิจิทัลเทคโนโลยีไปทำให้เกิดประโยชน์ ไม่ใช่แต่เราเป็นผู้ให้แต่เรายังเป็นตัวกลางที่สื่อแล้วทำให้คนรณรงค์
Q: ถ้าเกิดให้มุมมองในเรื่องของการเป็นองค์กรขนาดใหญ่ของประเทศ กับการที่มีนโยบายลงไปช่วยเหลือสังคม แบบนี้ มองว่าจะช่วยทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปทิศทางไหนยังไงบ้าง
A: มองว่าองค์กรใหญ่ๆ ควรที่จะเริ่มต้น ถามว่าแล้วมันทำได้มากน้อยแค่ไหนก็ตามศักยภาพ แต่หัวใจสำคัญคือเมื่อทำแล้วมันเกิดการเหนี่ยวนำ เหมือนกับเป็นตัวเหนี่ยวนำทำให้องค์กรอื่นๆ หรือทำให้สังคมได้มองเห็นและมีส่วนร่วมเข้ามาในการช่วยเหลือ ในขณะเดียวกันก็เป็นบทเรียนด้วย บทเรียนให้กับภาพลักษณ์สังคมหรือแม้กระทั่งกับครอบครัว
ตัวอย่างง่ายๆ อย่างตั้งแต่พี่ทำโครงการนี้มา เราไม่ได้เป็นผู้ให้เด็กอย่างเดียว เด็กเป็นผู้ให้เราด้วย ให้ประสบการณ์ ให้เราคิด ให้หลายๆ อย่าง บางทีเราคุยกับน้องๆ เขามีความคิดที่โตเกินตัว ยกตัวอย่าง เช่น เราเจอน้องถามเขาว่าเหนื่อยไหม ท้อไหม ทำงานหนักขนาดนี้ เขาบอกจะเหนื่อยจะท้อทำไมในเมื่อทุกอย่างที่ทำไปผลก็อยู่ที่ตัวเรา มันสอนพวกเรากลับมาด้วยอย่างนี้ เป็นต้น
ในสังคม ถ้ามีบริษัทที่ทำเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับสังคมแล้วมีการเผยแผ่ก็จะเป็นตัวกระตุ้นให้สังคมในภาพรวมเข้ามามองเห็น สุดท้ายภาครัฐเองที่ถือครองนโยบายก็เห็นแล้วก็เกิดความตื่นตัวในการที่จะช่วยกันหรือวางนโยบายในการแก้ไขปัญหา
Q: อย่างโครงการวันนี้เดินทางมาตั้งแต่การสร้างกิจกรรมให้คนรับรู้แล้วก็มีความสำเร็จต่างๆ เกิดขึ้น สเตปต่อๆ ไป เราวางไว้ยังไงบ้าง ในสิ่งที่เราอยากเห็น
A: ความตั้งใจของบริษัทก็คือว่า โครงการนี้ได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นโครงการที่ดีและเป็นโครงการที่ให้ผลลัพธ์จริงๆ ในหลายๆ ด้าน ดังนั้นนโยบายของเราก็คือจะดำเนินโครงการนี้ต่อไป ส่วนการพัฒนารูปแบบ หรือวิธีการต่างๆ ก็จะพัฒนาตามโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และพยายามที่จะสร้างเครือข่ายของเด็กสานรักเหล่านี้ให้เป็นปึกแผ่น ขยายออกไปมากๆ อันนี้เป็นแนวคิดที่ว่ามันควรจะต้องอยู่กันต่อไป
ถ้าคิดจริงๆ แล้วเด็กที่เข้ามาในแต่ละปี เข้ามาในช่วงประถมนั่นคือ อีกประมาณ 10 -15 ปี ที่เราต้องดูแล กว่าจะจบปริญญาตรีเพราะฉะนั้นโครงการนี้เป็นโครงการระยะยาว โครงการต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำแล้วทำเลย
แล้วตอนนี้เรากำลังต่อยอดโครงการ อันนี้เป็นแนวคิดในเรื่องของการสร้างอาชีพให้กับเด็กว่า เด็กมีรายได้อะไรที่จะเราจะช่วยให้เค้านอกเหนือจากที่เขาหางานเอง เพื่อช่วยเหลือครอบครัวอีกทางหนึ่งด้วย ตอนนี้กำลังคุยกันอยู่ว่า เราจะทำอะไรกันดีนะ