เรื่องเก่าที่คนรุ่นใหม่อาจยังไม่รู้ ว่าจริง ๆ แล้วความหมายของเลข 5 จากแบรนด์ยาอมตราตะขาบ 5 ตัวนั้น ไม่ได้หมายถึงแค่จำนวนตะขาบ แต่ยังมีเรื่องบังเอิญ (ที่ตั้งใจบ้าง) เกี่ยวกับเลข ๆ นี้อยู่
ต้องเล่าว่า สารตั้งต้นก่อนที่จะมาเป็นยาอมตราตะขาบ 5 ตัวอย่างทุกวันนี้ มีมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 “นายจุ้ยไซ แซ่ซิ้ม” อพยพจากจีนมาอยู่ที่บางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา เริ่มต้นจากทำสวน พอมีเงินทุนหน่อยก็เปิดร้านขายของชำในตลาด และด้วยความที่เคยช่วยงานหมอจีนที่บ้านเกิดมาก่อน จึงมีความรู้เรื่องสมุนไพรและการจับชีพจร เลยเริ่มลองทำยาแจกญาติ ๆ กับเพื่อนบ้านไว้ใช้เอง
ต่อมาปี 2478 นายจุ้ยไซย้ายมาอยู่แถวตลาดน้อย เยาวราช ทำงานแบกหามกลางวัน ตกกลางคืนก็คิดสูตรยาสมุนไพร ลองทำใช้เองเหมือนเดิม พอมีคนชอบเยอะขึ้น เลยเอาไปฝากขายตามร้านขายยา ใช้ชื่อว่า “ยาอมแก้ไอซิมเทียนฮ้อ” ซึ่งเป็นตัวที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
ช่วงสงครามโลก นายจุ้ยไซพาครอบครัวย้ายไปอยู่พระประแดง หนีน้ำท่วมใหญ่ เห็นตะขาบหนีน้ำขึ้นฝาบ้าน เลยนึกถึงความเชื่อหมอจีนว่า “พิษต้องล้างด้วยพิษ” เลยเอาตะขาบมาใช้เป็นสัญลักษณ์ยี่ห้อ ประกอบกับเลข 5 ที่เป็นเลขมงคลของคนจีน และยังมีอีกความเชื่อไทยที่ว่า ตะขาบเข้าบ้านเป็นลางบอกว่าจะมีคนในบ้านนำโชคลาภเข้ามา หรือก็คือบรรดาภรรยาทั้ง 5 คน ลูกชาย 5 คน และลูกสาวอีก 5 คน ที่บังเอิญว่าทั้งหมดนั่นเป็นเลข 5 พอดี จึงออกมาเป็นตราตะขาบ 5 ตัว
หลังสงคราม นายจุ้ยไซกลับมาอยู่กรุงเทพฯ ออกแบบซองยาใหม่ ใช้รูปตะขาบสองข้าง มีหน้าตัวเองอยู่ตรงกลาง กลายเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์ “ตะขาบ 5 ตัว” พร้อมกับเริ่มผลิตยาตัวอื่น ๆ เพิ่มอีกหลายชนิด โดยต้องหิ้วกระเป๋าไปฝากขายตามร้านต่างๆ ด้วยความมุ่งมั่น สุดท้ายก็เริ่มติดตลาด
ปี 2496 นายจุ้ยไซย้ายไปอยู่ที่ศาลเจ้าแซ่ซิ้ม ฝั่งธนบุรี เปิดร้าน “ซิมเทียนฮ้อ” ขายยา ตรวจคนไข้ และเจียดยาสมุนไพรเอง
พอปี 2516 หลังจากนายจุ้ยไซเสียชีวิต ลูกหลานรุ่นที่สองก็เปลี่ยนจากร้านยา มาเป็นบริษัทผลิตยาโดยตรง ชื่อว่า “บริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด” พร้อมพัฒนากระบวนการผลิตให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ
จนถึงปี 2523 ก็สร้างโรงงานใหม่ที่ถนนพระราม 2 มีเครื่องจักรทันสมัย ผสมกับแรงงานคน เพิ่มทีมวิจัยยาและออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ดูดี ทันสมัย ใช้งานสะดวก พร้อมพัฒนายาอมสูตรใหม่ ๆ ออกมาตลอดจนถึงปัจจุบัน
ยอดขายและกำไรยาอมตราตะขาบ 5 ตัว- ปี 2563: รายได้ลดลงเหลือ 136 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 37 ล้านบาท เนื่องจากผลกระทบจาก COVID-19 ที่ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงอย่างมาก
- ปี 2564: รายได้เพิ่มขึ้นเป็น 97.3 ล้านบาท แต่ยังคงขาดทุนสุทธิ 60.2 ล้านบาท
- ปี 2565: รายได้เพิ่มขึ้นอย่างมากเป็น 298.7 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 59.2 ล้านบาท
ซึ่งกลยุทธ์การตลาดของ
ยาอมตะขาบ 5 ตัว ที่ช่วยให้แบรนด์กลับมาเติบโตอีกครั้งในช่วงหลังโควิด มีหลายปัจจัยสำคัญที่น่าสนใจ:
1. ปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ทันสมัยเดิมทีตะขาบ 5 ตัวถูกมองว่าเป็นสินค้าโบราณ เป็นยาอมที่อากงอาม่าใช้กันเท่านั้น ทางแบรนด์จึงปรับดีไซน์แพ็กเกจจิ้งใหม่ให้ดูทันสมัย และใช้สีสันสะดุดตา แต่ยังคงความเป็นตะขาบ 5 ตัวอยู่ และปรับการสื่อสารให้เข้ากับกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทั้งในโซเชียลมีเดียและ e-commerce
2. จับมือกับพันธมิตรเพื่อสร้างนวัตกรรมร่วมมือกับแบรนด์ SAPPE ออกสินค้าใหม่ เช่น ในปี 2563 เริ่มวางจำหน่าย “Takabb Herbal Spray” สเปรย์พ่นแก้ไอ ที่ช่วยชีวิตแอดมินได้ทุกครั้งเวลารู้สึกระคายคอ (แนะนำเลยค่ะ) และยังมียาอมสูตรใหม่ ๆ ให้ทุกคนได้ลอง ซึ่งการจับมือครั้งนี้ทำให้แบรนด์เข้าสู่ตลาดที่ทันสมัย และเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่น-วัยทำงานมากขึ้น
3. พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ต่อเนื่องจากเดิมมีแค่ยาอมสมุนไพร ตอนนี้มีตะขาบ 5 ตัวมีรสชาติและรูปแบบให้เลือกเพิ่มขึ้น เช่น สเปรย์ สมุนไพรผสมรสชาติต่าง ๆ เพื่อเป็นการขยายฐานลูกค้า และต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมพฤติกรรมผู้บริโภคที่หลากหลาย
4. ขยายช่องทางการขายเดิมทียาอมตราตะขาบ 5 ตัว จะวางขายเฉพาะร้านขายยาและร้านของฝาก แต่ปัจจุบันมีจำหน่ายใน 7-Eleven, ร้านสะดวกซื้อ, ช่องทางออนไลน์ เช่น Shopee, Lazada ทำให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น
5. ใช้ Influencer และ Marketing Campaign ที่สร้างไวรัลมีการใช้ Influencer ทำรีวิวผ่าน TikTok และ YouTube ทำให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีช่วงที่รายได้ลดลงในปี 2563 และ 2564 แต่ด้วยการปรับกลยุทธ์และการขยายตลาด ทำให้
“ตะขาบ 5 ตัว” กลับมาเติบโตและมีกำไรในปี 2565 แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและความยั่งยืนของแบรนด์ในระยะยาว