BrandAge

  • News & Next
    • ALL NEWS
    • Automotive
    • Property
    • Financial
    • Consumer Product & Retail
    • IT & Telecom
    • Energy
    • Fashion
    • Food & Beverage
    • Media
    • General
  • Unboxing Ideas
    • ALL NEWS
    • Brand
    • Design
    • Review
    • Technology
  • Think
    • ALL NEWS
    • Interview
    • Weekly Quote
  • Marketing School
    • ALL NEWS
    • อุบัติเหตุแบรนด์เนม
    • Vocabulary
    • Brand Battle
    • Change the pace
    • NYC S.E.A.L
    • DataAge
  • Analysis
  • Research
  • Startup & SMEs
    • ALL NEWS
    • SMEs
    • Startup
    • Fintech
  • Sustainable Brand
  • Magazine
    • Thailand's Social Power Brand
      • 2025
      • 2024
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Brand
      • 2026
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Company
      • 2025 - 2026
      • 2024 - 2025
      • 2023 - 2024
      • 2022 - 2023
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
    • Anniversary
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
    • Special Issue
      • นิลมังกร แบรนด์นวัตกรรมไทย
      • นิลมังกร The Reality Season 2
      • นิลมังกร The Reality Season 3
      • The Founder III
  • Publicity
  • Contact US
1,698
VIEWS

Krungthai COMPASS คาดส่งออกสินค้าเกษตรปี 2568 อาจหดตัวจากผลของสงครามการค้า เสี่ยงกระทบ SMEs

พ.ค. 16, 2568
การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในไตรมาส 1 ปี 2568 ขยายตัวชะลอลง

ภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในไตรมาสที่ 1 ปี 2568 ขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 0.2%YoY เทียบกับไตรมาสก่อนที่ขยายตัว 7.2%YoY โดยการส่งออกไปสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 10% และ 8% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรขยายตัวต่อเนื่องที่ 18.1%YoY และ 11.9%YoY ตามลำดับ ขณะที่การส่งออกไปจีน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 24% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรพลิกกลับมาขยายตัว 7.0%YoY จากการที่จีนเร่งนำเข้าก่อนที่สหรัฐฯ ประกาศมาตรการภาษีตอบโต้ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เป็นห่วงโซ่การผลิตของจีน เช่น ยางพารา

อย่างไรก็ดี การส่งออกไปอาเซียน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 23% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรหดตัวถึง -10.2%YoY ส่วนหนึ่งจากฐานที่สูงในปีก่อนในกลุ่มสินค้าหลักอย่างข้าว และการกลับมาส่งออกข้าวของอินเดียเมื่อเดือน ก.ย.2567

ในรายละเอียด หมวดสินค้าเกษตรพลิกกลับมาหดตัวที่ -1.4%YoY(สัดส่วนราว 55% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร) โดยกลุ่มสินค้าสำคัญที่หดตัว ได้แก่ ข้าว (-30.4%YoY) ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากฐานที่สูงในปีก่อน และการกลับมาส่งออกข้าวของอินเดีย และมันสำปะหลัง (-13.4%YoY) ที่ลดลงเนื่องจากเผชิญการแข่งขันกับราคาข้าวโพดจีน (สินค้าทดแทน) ส่วนกลุ่มสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ยางพารา (32.4%YoY) จากการที่จีนเร่งนำเข้าก่อนที่สหรัฐฯ ประกาศมาตรการภาษีตอบโต้

ด้านหมวดสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรขยายตัวต่อเนื่องที่ 2.0%YoY(สัดส่วนราว 45%) โดยกลุ่มสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยง (13.3%YoY) จากความต้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในตลาดสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (2.0%YoY) เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากความกังวลต่อสงครามการค้า ขณะที่สินค้าที่หดตัว ได้แก่ น้ำตาลทราย (-0.7%YoY) เนื่องจากราคาส่งออกที่ปรับลดลงตามตลาดโลก และปริมาณส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งในปีก่อนที่ทำให้ผลผลิตอ้อยลดลง

สถานการณ์การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในกลุ่มสินค้าสำคัญ

การส่งออกข้าวไตรมาส 1 หดตัวต่อเนื่อง
มูลค่าการส่งออกข้าวไตรมาสที่ 1 ปี 2568 หดตัว -30.4%YoY
จากปริมาณการส่งออกข้าวโดยรวมที่หดตัว -28.0%YoY โดยมูลค่าการส่งออกข้าวขาว 5% (คิดเป็นสัดส่วน 13%ของมูลค่าส่งออกข้าวรวม) หดตัวถึง -74.5%YoY จากปริมาณการส่งออกที่หดตัว -68.2%YoY และราคาส่งออกที่ปรับลดลง -29.4%YoY จากการยกเลิกนโยบายจำกัดการส่งออกข้าวของอินเดีย ขณะที่มูลค่าการส่งออกข้าวหอมมะลิ (คิดเป็นสัดส่วน 33%ของมูลค่าส่งออกข้าวรวม) ยังสามารถขยายตัวได้ที่ 16.9%YoY จากราคาส่งออกข้าวหอมมะลิที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 11.3%YoY ประกอบกับปริมาณการส่งออกขยายตัว 7.0%YoY จากฐานที่ต่ำในปี 2567

มูลค่าการส่งออกยางพาราไตรมาส 1ยังขยายตัวต่อเนื่อง

มูลค่าการส่งออกยางแผ่นและยางแท่งไตรมาสที่ 1 ปี 2568 ขยายตัว 30.6%YoY จากราคาส่งออกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 32.5%YoY แต่ปริมาณการส่งออกหดตัว -1.5%YoY จากปริมาณการส่งออกยางแผ่นและยางแท่งไปสหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 12% ของการส่งออกยางแผ่นและยางแท่งทั้งหมดของไทยหดตัว -13.5%YoY ส่วนหนึ่งจากฐานที่สูงในปีก่อน ขณะที่ปริมาณการส่งออกยางแผ่นและยางแท่งไปจีนขยายตัว 24.6%YoY จากการเร่งนำเข้ายางแผ่นและยางแท่งเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตยางล้อและชิ้นส่วนรถยนต์ไปสหรัฐฯ 

มูลค่าการส่งออกน้ำยางข้นไตรมาสที่ 1 ปี 2568 ขยายตัว 38.9%YoYจากราคาส่งออกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 24.8%YoY และปริมาณการส่งออกขยายตัว 11.3%YoY โดยปริมาณการส่งออกน้ำยางข้นไปจีน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 25% ของการส่งออกน้ำยางข้นทั้งหมดของไทยขยายตัวถึง 63.6%YoY เนื่องจากจีนเร่งนำเข้าน้ำยางข้นเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตถุงมือยางเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ ก่อนที่สหรัฐฯ ประกาศมาตรการภาษีตอบโต้

มูลค่าส่งออกมันสำปะหลังไตรมาส 1หดตัวต่อเนื่อง

มูลค่าส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังทั้งหมดในไตรมาสที่ 1 ปี 2568 อยู่ที่ 810 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว -13%YoYโดยมูลค่าส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ดอยู่ที่ 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 6,735 ล้านบาท) ขยายตัว 18%YoY ในแง่ปริมาณขยายตัวถึง 60%YoY เพราะฐานที่ต่ำในปีก่อน อีกทั้งคู่ค้าจีนกลับมานำเข้ามันเส้นและมันอัดเม็ดจากไทยอีกครั้งหลังจากราคาส่งออกเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น สะท้อนจากราคาส่งออกในช่วงไตรมาส 1 ปี 2568 ที่อยู่ในกรอบแคบราว 180-190 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ขณะที่ไตรมาส 4 ปี 2567 ราคาส่งออกลดลงต่อเนื่องจาก 235 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ในเดือนต.ค. 2567 เป็น 190 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ในเดือนธ.ค. 2567 ด้านราคาส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ดหดตัว -26%YoY เนื่องจากโรงงานผลิตแอลกอฮอล์ในจีนหันมาใช้ข้าวโพดที่มีราคาถูกกว่า

ส่วนมูลค่าส่งออกแป้งมันสำปะหลังอยู่ที่ 595 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 20,134 ล้านบาท) หดตัว -21%YoY โดยในแง่ปริมาณขยายตัว 0.5%YoY แต่ราคาส่งออกแป้งมันสำปะหลังหดตัว -22%YoY เนื่องจากเผชิญการแข่งขันกับราคาแป้งข้าวโพดจีนที่มีราคาถูกกว่ามาก
การส่งออกผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้งไตรมาส 1 กลับมาหดตัว

มูลค่าการส่งออกผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้งไตรมาสที่ 1 ปี 2568 กลับมาหดตัวที่ -1.5%YoY จากการส่งออกไปจีนซึ่งเป็นตลาดหลักหดตัว -3.8%YoY1โดยมูลค่าการส่งออกมังคุดหดตัวถึง -96.3%YoY เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวนในช่วงต้นปี 2568 ทำให้ผลผลิตมังคุดออกสู่ตลาดล่าช้ากว่าปกติ ประกอบกับราคามังคุดที่ตกต่ำ ทำให้เกษตรกรบางส่วนหันไปเพาะปลูกทุเรียนและพืชอื่นแทนมังคุด ส่งผลให้ปริมาณมังคุดเพื่อส่งออกลดลง อย่างไรก็ดี มูลค่าการส่งออกทุเรียนและลำไยขยายตัวต่อเนื่องที่ 8.5%YoY2 และ 25.0%YoY ตามลำดับ จากความต้องการบริโภคผลไม้เมืองร้อนของชาวจีนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
การส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูปไตรมาส 1 ขยายตัวต่อเนื่อง จาก
ความต้องการนำเข้าของตลาดส่งออกหลักที่เพิ่มขึ้น


ภาพรวมมูลค่าการส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูปไตรมาสที่ 1 ปี 2568 ขยายตัว 8.8%YoY โดยเฉพาะไก่แปรรูปขยายตัว 8.6%YoY3จากตลาดส่งออกหลักอย่างสหภาพยุโรปที่ขยายตัว 22.3%YoY เพราะความต้องการนำเข้าไก่แปรรูปที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของการท่องเที่ยวและธุรกิจร้านอาหารเช่นเดียวกับการส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งที่ยังขยายตัว 9.4%YoY จากการส่งออกไปญี่ปุ่นและจีนเพิ่มขึ้น 13.6%YoY และ 10.4%YoY ตามลำดับ เพื่อทดแทนไก่เนื้อในญี่ปุ่นและจีนจากการระบาดของโรคไข้หวัดนก
ทิศทางการส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญในปี 2568-2569

ข้าว
  • ในปี 2568 คาดว่า ภาพรวมมูลค่าส่งออกข้าวไทยจะอยู่ที่ราว 3.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือลดลง -42%YoY จากปริมาณการส่งออกข้าวที่ลดลงมาอยู่ที่ราว 7.8 ล้านตัน หรือลดลง -21%YoY จากการยกเลิกนโยบายควบคุมการส่งออกข้าวของอินเดียที่ทำให้อานิสงส์จากการที่ผู้นำเข้าข้าวหันมานำข้าวไทยทดแทนอินเดียหมดลง และส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับลดลง โดยคาดว่าราคาส่งออกข้าวขาว 5% เฉลี่ยของไทยจะอยู่ที่ 410-430 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน หรือลดลงราว 26-30%YoY ทำให้ผู้ประกอบการมีความเสี่ยงขาดทุนสต็อก ประกอบกับยังต้องติดตามปัญหาต้นทุนค่าขนส่งที่จะยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นผล
    กระทบจากปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนี้มาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ อาจทำให้การส่งออกข้าวไทยในปี 2568 ขยายตัวต่ำกว่าที่คาดไว้ เนื่องจากผู้นำเข้าสหรัฐฯ อาจเลือกนำเข้าข้าวจากเวียดนามแทน แม้ว่าจะถูกเก็บภาษีในระดับสูงเช่นกัน แต่ราคายังต่ำกว่าไทย ส่งผลให้ข้าวไทยเสียเปรียบด้านราคา ทั้งนี้ สหรัฐฯ เป็นตลาดหลักของข้าวหอมมะลิไทย โดยในปี 2567 ไทยส่งออกข้าวหอมมะลิไปยังสหรัฐฯ ประมาณ 0.63 ล้านตัน หรือคิดเป็น 44% ของการส่งออกข้าวหอมมะลิทั้งหมด ซึ่งทั้งหมดนี้อาจกระทบความ
    สามารถในการทำกำไรของอุตสาหกรรมข้าว
  • ส่วนในปี 2569 คาดว่า มูลค่าส่งออกข้าวไทยจะอยู่ที่ราว 3.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือลดลงต่อเนื่องที่ -6%YoY โดยในแง่ปริมาณการส่งออกข้าวอยู่ที่ราว 7.6 ล้านตัน หรือลดลง -3%YoY จากแรงกดดันจากการแข่งขันด้านราคาที่ต่ำกว่าของประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม และจุดขายของสายพันธุ์ข้าวไทยเริ่มไม่เป็นจุดแข็งในการส่งออก เนื่องจากข้าวพันธุ์พื้นนุ่มของเวียดนามมีราคาถูกและรสชาติดีกว่า ซึ่งโดยรวมปริมาณการส่งออกข้าวทั้ง 2 ปีนับว่าอยู่ในระดับต่ำหากเทียบกับในช่วงปี 2557-2561 หรือปี 2567 ที่เคยส่งออกได้เฉลี่ยปีละ 9-10 ล้านตัน
 
ยางพารา
  • แม้ว่ามูลค่าการส่งออกยางแผ่นยางแท่ง และน้ำยางข้นไตรมาสที่ 1 ปี 2568 ขยายตัวสูงถึง 30.6%YoY และ 38.9%YoY ตามลำดับ จากการเร่งส่งออกก่อนที่สหรัฐฯ จะประกาศมาตรการภาษีตอบโต้เป็นสำคัญ แต่ในช่วงที่เหลือของปีจะมีความเสี่ยงจากมาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกยางพาราของไทยที่เป็นห่วงโซ่การผลิตของจีน โดยคาดว่า ในปี 2568-2569 มูลค่าการส่งออกยางแผ่นและยางแท่งจะอยู่ที่ 3.64 และ 3.35 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือหดตัว -9.3%YoY และ -8.0%YoY ตามลำดับ จากราคาส่งออกยางแผ่นและยางแท่งมีแนวโน้มลดลง -4.3%YoY และ -3.2%YoY ตามลำดับ จากปริมาณผลผลิตยางพาราโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปัญหาสภาพอากาศแปรปรวนที่คลี่คลาย ส่วนปริมาณการส่งออกยางแผ่นและยางแท่งคาดว่าจะหดตัว -5.1%YoY และ -5.0%YoY ตามลำดับจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าหลักอย่างจีน และผลกระทบของสงครามการค้า ซึ่งจะทำให้ความต้องการใช้ยางแผ่นและยางแท่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตมีแนวโน้มลดลง
  • ในปี 2568-2569 คาดว่า มูลค่าการส่งออกน้ำยางข้นจะอยู่ที่ 0.90 และ 0.86 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ตาม
    ลำดับ หรือหดตัว -4.9%YoY และ -3.7%YoY ตาม
    ลำดับ จากราคาส่งออกน้ำยางข้นมีแนวโน้มลดลง -3.1%YoY และ-2.2%YoY ตามลำดับ จากปริมาณผลผลิตยางพาราโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ปริมาณการส่งออกคาดว่าจะหดตัว -1.8%YoY และ -1.6%YoY ตามลำดับ จากความต้องการใช้น้ำยางข้นเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตถุงมือยางของจีนไปสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดลง จากแรงกดดันของสงครามการค้าที่รุนแรงขึ้น
 
มันสำปะหลัง
  • ในปี 2568-2569 ผลผลิตมันสำปะหลังคาดว่าจะกลับมาขยายตัวได้ จากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูก อีกทั้งการควบคุมการระบาดของโรคใบด่างให้อยู่ในวงจำกัดมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การส่งออกต้องเผชิญปัจจัยกดดันจากการแข่งขันด้านราคากับราคาข้าวโพดในจีนที่มีราคาถูกกว่า เนื่องจากผลผลิตข้าวโพดในจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
  • จากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น คาดว่า ในปี 2568 มูลค่าส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ดจะอยู่ที่ราว 429 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือหดตัว -10%YoY เพราะราคาส่งออกที่ลดลงถึง -25%YoY ตามทิศทางราคาข้าวโพดในตลาดจีนที่ลดลงมาก แม้ปริมาณส่งออกจะขยายตัว 15%YoY (ขยายตัวสูงจากฐานที่ต่ำในปี 2567) ส่วนในปี 2569 คาดว่า มูลค่าส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ดจะอยู่ที่ 449 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือขยายตัว 4%YoY เพราะราคาส่งออกจะลดลง -5%YoY แต่ปริมาณส่งออกจะขยายตัวได้ 10%YoY แต่คาดว่ามูลค่าส่งออกในปี 2568-69 จะเป็นระดับที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยปี 2563-2567 ซึ่งอยู่ที่ราว 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
  • ส่วนมูลค่าส่งออกแป้งมันสำปะหลังในปี 2568 จะอยู่ที่ราว 2,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือหดตัว
    -15%YoY ซึ่งเป็นผลจากราคาส่งออกที่ลดลงถึง -20%YoY แม้ปริมาณส่งออกจะขยายตัว 6%YoY และในปี 2569 คาดว่ามูลค่าส่งออกแป้งมันสำปะหลังจะอยู่ที่ 2,173 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือหดตัว -1%YoY โดยราคาส่งออกจะลดลง -5%YoY แม้ปริมาณส่งออกจะขยายตัว 4%YoY
  • ยังคงต้องติดตามผลกระทบหากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวจากการที่ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีตอบโต้ ก็อาจทำให้ความต้องการใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่อเนื่องในจีนลดลง ทำให้การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไปจีนต่ำกว่าที่คาดไว้
 
ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง
  • ในปี 2568-2569 คาดว่า มูลค่าการส่งออกผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้งจะอยู่ที่ 7.0 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และ 7.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือขยายตัว 7.7%YoY และ 9.4%YoY ตามลำดับ โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากปริมาณผลผลิตผลไม้ของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศและปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวย ประกอบกับความต้องการบริโภคผลไม้เมืองร้อนของชาวจีนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี การส่งออกผลไม้ของไทยไปจีนเผชิญปัจจัยท้าทายเกี่ยวกับมาตรฐานควบคุมการปนเปื้อนสารห้ามใช้ในทุเรียนสดที่ส่งออกไปจีนมีความเข้มงวดมากขึ้น โดยทางการจีนกำหนดมาตรการให้ทุเรียนที่ส่งออกจากไทยไปจีนจะต้องมีเอกสารรับรองการตรวจวิเคราะห์สาร BasicYellow2 และแคดเมียม ซึ่งหากพบสารต้องห้ามจะระงับการนำเข้าทันที โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 ม.ค. 2568 นอกจากนี้ การส่งออกผลไม้ของไทยไปจีนอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีตอบโต้สูงถึง 145% ซึ่งอาจทำให้ความต้องการนำเข้าผลไม้เพื่อบริโภคมีแนวโน้มลดลง
 
ไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูป
  • ในปี 2568-2569 คาดว่า มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 4,528 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และ 4,844 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือขยายตัว 5.0%YoY และ 7.0%YoY ตามลำดับ และปริมาณการส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูปจะอยู่ที่ 1.17 ล้านตัน และ 1.20 ล้านตัน หรือขยายตัว 2.4%YoY และ 2.7%YoY ตามลำดับ เนื่องจากการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปมีทิศทางฟื้นตัว ตามการเติบโตของการท่องเที่ยวและธุรกิจร้านอาหาร ส่งผลให้ความต้องการนำเข้าไก่แปรรูปเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับการส่งออกไก่ แปรรูปของไทยไปญี่ปุ่นที่ยังขยายตัวตามพฤติกรรมของผู้บริโภคในญี่ปุ่นที่นิยมบริโภคอาหารพร้อมทาน
รวมทั้งการระบาดของไข้หวัดนกในญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปจะช่วยหนุนการนำเข้าไก่เนื้อของไทยเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการไทยอาจต้องเผชิญการแข่งขันกับบราซิล ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกไก่รายใหญ่ของโลกที่มีความได้เปรียบจากการเป็นผู้ผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลืองรายใหญ่ทำให้มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าไทย

ขณะที่การส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งจะยังได้รับผลดีจากการระบาดของโรคไข้หวัดนกในจีน อีกทั้งยังได้รับผลดีจากการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ในจีนและเวียดนาม ทำให้มีการนำเข้าไก่เนื้อเพื่อทดแทนสุกรมากขึ้น อีกทั้งยังได้รับผลดีจากทางการจีนรับรองโรงงานผลิตและแปรรูปไก่แช่แข็งไทยเพิ่มอีก 3 โรง จากเดิมที่ได้รับการรับรองและส่งออกแล้ว 23 โรงงาน รวมเป็น 26 โรงงาน รวมถึงยังต้องติดตามการที่จีนตอบโต้สหรัฐฯ โดยตั้งภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ สูงขึ้น อาจเปิดโอกาสให้ไทยเข้าไปขยายส่วนแบ่งตลาดไก่ในจีน เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกไก่ไปยังจีนเป็นลำดับที่ 2 รองจากบราซิล
 
สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรไทยที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ

สินค้าที่เข้าข่ายได้รับผลกระทบโดยตรง และมีความเปราะบางเนื่องจากส่วนใหญ่เป็น SMEs เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง สิ่งปรุงรสอาหาร ปลาสดแช่เย็นแช่แข็ง ข้าว และกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูป นอกจากนี้ สินค้าที่อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการพึ่งพาตลาดจีนสูง เช่น ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง รวมถึงสินค้าที่เป็นห่วงโซ่การผลิตของจีน เช่น ยางพารา

ยุค AI ปัญหาไม่ใช่ Content น้อย แต่สมองอาจจะยังไม่รับ บทเรียนถอดสมองมนุษย์จากเวที ADFEST 2026

ถอดวิธีคิด ONN ANU ปั้นรีเทลไซส์เล็กอย่างไร เมื่อมี ‘ทำเลทอง’ อนุสาวรีย์ฯ เป็นแต้มต่อ

คุยกับ นัทธมน พิศาลกิจวนิช 5 ความท้าทายของ “สุกี้ตี๋น้อย” บทพิสูจน์ผู้นำในสมรภูมิสุกี้ 3 หมื่นล้าน

เข็ม-วิลาวัณย์ สุรพงษ์ชัย / ADFEST 2026 “ในโลกที่ AI ทำทุกอย่างเร็วขึ้น มนุษย์กลับจดจำความรู้สึก มากกว่า Efficiency”

Read More Stories  

Research

ทำไม Gen Y ที่เคยถูกมองว่า ‘ใช้เงินเก่งสุด’ กลายเป็นคนที่ ‘วางแผนการเงินจริงจังที่สุด’? โดย 41.7% เลือกออมและลงทุนเพื่อครอบครัว

เปิดรายชื่อ 685 ร้านที่ได้รับรางวัล LINE MAN Wongnai Users' Choice Best of 2026

เทรนด์สุขภาพมาแรง! เมนูสลัดขึ้นแท่นเมนูยอดนิยมไตรมาสแรกกวาดยอดขายกว่า 1 ล้านจาน

หากช่องแคบฮอร์มุซปิด 3 เดือน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

Read More Stories  

Digest

OR ขานรับนโยบายรัฐฯ จำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 อีกทางเลือกที่คุ้มค่าและยั่งยืน รองรับภาคขนส่ง อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

หยุดยาวแบบสบายใจ! ประกันติดโล่ แจกฟรีประกันบ้าน-อุบัติเหตุ รวม 30,000 สิทธิ์ คุ้มครองทั่วไทยรับเทศกาลสงกรานต์ปี 69

“เถ้าแก่น้อย” จัดงาน Taokaenoi X ChenZheYuan A Global Journey of Flavor ตอกย้ำสู่การเป็น Global Brand ด้วย New Asian Wave

Unboxing Ideas

สูตรลับคุมะมง เมื่อการ “ปล่อยให้ใช้ฟรี” กลายเป็นเครื่องจักรสร้างมูลค่าระดับล้านล้าน

Faminchu Theatre โรงหนังไซซ์มินิในสนามบินโอกินาว่า เปลี่ยนเวลารอเครื่องให้กลายเป็นเรื่องเล่า ผ่านหนังสั้นโปรโมทเมือง

สัมผัส "Luminara" ซูเปอร์ยอทช์ จาก The Ritz-Carlton Yacht Collection ชมห้องพักคืนละ 235,000 บาท/คน

ทำไมแม่ตุ๊กตาของพันช์คุง ชื่อ DJUNGELSKOG ไม่ใช่อุรังอุตัง ส่องไอเดียการตั้งชื่อของ IKEA เมื่อ ‘สถานที่’ กลายเป็นชื่อของไลน์สินค้า

Read More Stories  

Video

BrandAge Online 2024

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนการเติบโตผ่านคน ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง.

เคล็ดลับหน้ากล้องและหลังเวที 'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม

ถอดรหัสแนวคิด ภาวิต จิตรกร : จัดคอนเสิร์ตอย่างไรให้ปัง และไม่แย่งตลาดกันเอง

What’s Next? เมื่อ Pandemic เปลี่ยนเป็น Endemic

Read More Stories  

บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.

Contact