BrandAge

  • News & Next
    • ALL NEWS
    • Automotive
    • Property
    • Financial
    • Consumer Product & Retail
    • IT & Telecom
    • Energy
    • Fashion
    • Food & Beverage
    • Media
    • General
  • Unboxing Ideas
    • ALL NEWS
    • Brand
    • Design
    • Review
    • Technology
  • Think
    • ALL NEWS
    • Interview
    • Weekly Quote
  • Marketing School
    • ALL NEWS
    • อุบัติเหตุแบรนด์เนม
    • Vocabulary
    • Brand Battle
    • Change the pace
    • NYC S.E.A.L
    • DataAge
  • Analysis
  • Research
  • Startup & SMEs
    • ALL NEWS
    • SMEs
    • Startup
    • Fintech
  • Sustainable Brand
  • Magazine
    • Thailand's Social Power Brand
      • 2025
      • 2024
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Brand
      • 2026
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Company
      • 2025 - 2026
      • 2024 - 2025
      • 2023 - 2024
      • 2022 - 2023
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
    • Anniversary
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
    • Special Issue
      • นิลมังกร แบรนด์นวัตกรรมไทย
      • นิลมังกร The Reality Season 2
      • นิลมังกร The Reality Season 3
      • The Founder III
  • Publicity
  • Contact US
41,734
VIEWS

ส่องตลาดผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม 57,000 ล้าน กับแลนด์สเคปใหม่ที่ต้องจับตามอง

เม.ย. 25, 2561 R.Somboon

ความน่าสนใจของตลาดผลิตภัณฑ์เพื่อความงามของบ้านเราที่มีมูลค่าสูงถึง 57,000 ล้านบาท ไม่ได้อยู่แค่ภาพรวมของตลาดที่มีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่องเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่เรื่องของการเปลี่ยนแปลงแลนด์สเคปใหม่ของตลาดโชเชียลมีเดีย และการเข้ามามีบทบาทของช่องทางขายออนไลน์ ตลอดจนบรรดา Micro Influencer ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค จากเดิมที่บรรดาเซเลบหรือดารา และ BA (Beauty Advisor) บทบาทต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค  

บริษัท  กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล  (ไทยแลนด์) – Kantar Worldpanel (Thailand)  หรือ KWP  ผู้นำด้านการวิจัยพฤติกรรมของผู้บริโภคเชิงลึก  ที่มีความเชี่ยวชาญในกลุ่มสินค้าอุปโภค-บริโภค ที่มีอัตราการหมุนเวียนสูง  หรือ  FMCG  (Fast  Moving Consumer Goods)  โดยอิษณาติ  วุฒิธนากุล  ผู้อำนวยการด้านพัฒนาธุรกิจ  เผยถึงผลวิจัยล่าสุด  ชุด  “ตลาดเครื่องสำอางและความงาม – ไทย”  (Thailand Beauty Market)   ซึ่งข้อมูลวิจัยชุดนี้ เป็นผลสรุปภาพรวมตลาดความงาม   การรู้และเข้าใจถึงพฤติกรรมและความต้องการ  ตลอดจนแนวโน้มตลาด  ของกลุ่มเป้าหมาย และ ตลาดเป้าหมาย  เพื่อให้สามารถวางกลยุทธ์เจาะตลาดได้อย่างตรงจุด โดยสรุปถึงผลวิจัยว่า  ตลาดความงามของไทย เป็นตลาดที่น่าสนใจและศักยภาพในการเติบโตอย่างยิ่ง จากสถิติภาพรวมของตลาด มีมูลค่าสูงถึง  57,000  ล้านบาท  (ห้าหมื่นเจ็ดพันล้านบาท)  นับเป็นการเติบโตในอัตรา  3.8% ในปีที่ผ่านมา   โดยข้อมูลวิจัย ชุดนี้  ได้ทำการศึกษาเจาะลึกของกลุ่มสินค้าเครื่องสำอางและความงาม ใน  4  กลุ่มย่อย พร้อม อัตราการเติบโต ดังนี้  

  • กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผมและศีรษะ (Hair Care) เติบโตในอัตรา 0.8%                                     
  • กลุ่มผลิตภัณฑ์ บอดี้แคร์  (Body Care) เติบโตในอัตรา 3.5%                                                                                                           
  • กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า (Face Care) เติบโตในอัตรา 4.5%                                                                                                                         
  • กลุ่มผลิตภัณฑ์ เมคอัพ   (Make Up) เติบโตในอัตรา  8.7%

 

ทั้งนี้  เมื่อพิจารณาถึงสัดส่วนต่อมูลค่าตลาดรวมของกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม  จะเห็นว่า  สินค้ากลุ่มดูแลผิวหน้า หรือ Face Care  เป็นสัดส่วนสูงสุด ถึง 40% ต่อตลาดรวม  รองลงมาได้  กลุ่ม แฮร์แคร์  กลุ่ม เมคอัพ  และ กลุ่มบอดี้แคร์  ในสัดส่วน  33%,  16%  และ  11%  ตามลำดับ  โดยกลุ่ม บอดี้แคร์ จะมีสัดส่วนต่ำสุด

เป็นที่น่าสังเกตสำหรับตลาดเมคอัพ  จากข้อมูลวิจัยพบว่า  สินค้าหลักที่ผลักดันต่อการเติบโตของกลุ่มเมคอัพ  จะเป็นสินค้าประเภทที่ต้องใช้เป็นประจำ คือ ดินสอเขียนคิ้ว  รองพื้น  และ ลิปสติก   ทั้งนี้ เป็นการเติบโตของยอดขายจากผู้ซื้อปัจจุบัน เป็นสถิติ 74%  ตลอดจน การขยายตัวของผู้ซื้อรายใหม่ อีก 4%  โดยเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในเขตตัวเมืองเป็นส่วนใหญ่  การเติบโตนี้เกิดจากปัจจัยของการซื้อที่ตอบสนองด้านอารมณ์  ที่สามารถเพิ่มความมั่นใจให้ตนเอง  ยิ่งกว่านี้  สินค้ากลุ่มเมคอัพ ยังมีช่องว่างให้เติบโตไปได้อีกมาก   เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดความงาม อย่างประเทศเกาหลี  ที่สามารถเจาะตลาดเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ถึง  85%  .ในขณะที่ประเทศไทยอยู่ในตำแหน่ง  48% ในปัจจุบัน

ยิ่งกว่านี้  การใช้กลยุทธ์ การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ วาไรตี้ ให้ครอบคลุมความต้องการ  จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยของการขยายตลาดให้ใหญ่ขึ้น  จะเห็นได้ว่า  ผลิตภัณฑ์ประเภท  การล้างเครื่องสำอาง  (Make Up Remover)  และ ประเภทมาสก์หน้า  (Mask)  ก็เป็นสินค้าที่มีความนิยมมากขึ้นตามลำดับ  นับเป็น ตัวส่งผลต่อยอดขายได้ถึง  14%  และ 12%  สำหรับ Make up Remover  และ Mask  หน้า เลยทีเดียว  ยิ่งกว่านี้   จะเห็นว่าคนไทยมีพฤติกรรมด้านความงามที่เปลี่ยนไป  ให้ความสำคัญกับการดูแลผิวหน้ามากขึ้น  ด้วยการเพิ่มขั้นตอนในการดูแล  ดังจะเห็นได้ชัดเจนที่มีกลุ่มสกินแคร์ เกิดขึ้นมากมายตั้งแต่ปี  2556 จนถึงปัจจุบันปี  2560   

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ผู้บริโภคชาวไทยเริ่มมีขั้นตอนในการแต่งหน้าเพิ่มขึ้น หากไล่เรียงดูจะพบว่า

ปี                                                                     สเตปการแต่งหน้า

          2013                                                                          2.40

          2014                                                                          2.42     

          2015                                                                          2.48

          2016                                                                          2.44

          2017                                                                          2.52

 

สเตปการแต่งหน้า 2.52 ขั้นตอนนี้ จะเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับสาวๆ ในประเทศจีน และไต้หวัน ที่มีตัวเลขขั้นตอนการแต่งหน้าอยู่ที่ 3 สเตป ส่วนประเทศที่มีขั้นตอนการแต่งหน้ามากที่สุดในเอเชียคือประเทศเกาหลีใต้มีตัวเลขอยู่ที่ 7 สเตป ขั้นตอนการแต่งหน้านี้บอกถึงสเตจของตลาดเพื่อความงามได้ดีว่าอยู่ในสเตจไหน โดยแต่ละช่วงของตลาดแบ่งออกเป็น

Early Development หรือตลาดที่ผู้บริโภคเข้ามาเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม ประเทศในกลุ่มเริ่มต้นนี้ก็มี อาทิ เวียดนาม ฟิลิปินส์ และมาเลเซีย

Market Development ตลาดในกลุ่มนี้จะมีอินโดนีเซีย ไทย ที่มีขั้นตอนการใช้ใกล้เคียงกัน โดยกลยุทธ์ที่แต่ละแบรนด์นำมาใช้ก็คือการทำ Portfolio Expantion สำหรับการทำตลาดเพื่อความงามในประเทศไทย ส่วนใหญ่ยังเป็นเรื่องของฟังก์ชั่นของสินค้า อาทิ มาสก์ที่ช่วยลดความแห้งของหน้า ขณะที่ตลาดในจีน และไต้หวันที่เริ่มพัฒนาไปมากกว่าโดยมีขั้นตอนการใช้อยู่ที่ประมาณ 3 สเตป ส่วนใหญ่จะเริ่มมุ่งไปที่ Premiumization

Expantion Segmentation กลุ่มนี้จะเป็นตลาดที่พัฒนาแล้วอย่างเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ที่มีขั้นตอนการใช้ถึง 6 – 7 ขั้นตอนที่ผลิตภัณฑ์เพื่อความงามจะก้าวไปสู่การเป็น Natural Look รวมถึงการนำเสนอผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการกระตุ้นการใช้จะออกมาในรูปของการสร้าง Occesion ต่างๆ อาทิ เครื่องสำอางสำหรับใช้ในวันที่มีเดทกับแฟน การสร้างโอกาสในการใช้นี้เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ที่เป็น Sophisticated Usage

Convergence – Commodatization ส่วนใหญ่จะเป็นตลาดในประเทศตะวันตกที่ผู้บริโภคเริ่มจะกลับไปสู่ความเป็นธรรมชาติ หรือไม่มีการใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อความงามเลย

สำหรับตลาดในประเทศไทย 2.52 สเตปของการใช้เครื่องสำอาง จะไล่เรียงการใช้ผลิตภัณฑ์ได้ดังนี้

                        2013                            2017

1 Step              มอยส์เจอไรเซอร์            มอยส์เจอไรเซอร์

2 Step              คลีนเซอร์                      คลีนเซอร์

3 Step              อาย มอยเจอไรเซอร์       มาสก์

 

จากขั้นตอนการใช้ที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ตลาดผลิตภัณฑ์ที่เป็นมาสก์ มีการเติบโตค่อนข้างดี สังเกตได้จากตัวเลข Penetration ที่เพิ่มขึ้น

Mask Penetration

2015                             2016                          2017

7.10%                           8.20%                       10.20%

 

มิลเลนเนียล

กลุ่มเป้าหมายสำคัญ

เมื่อพิจารณาถึงกลุ่มเป้าหมาย ที่มีผลต่อการเติบโตของตลาดรวมของผลิตภัณฑ์ความงาม แล้ว  จะสามารถแบ่งออกเป็น  4 กลุ่มหลัก  คือ   กลุ่ม Gen Z,  กลุ่ม  Millennials   กลุ่ม  Gen X  และ กลุ่ม Baby Boomer  จะเห็นว่า  กลุ่ม Millennials หรือ กลุ่มคนที่มีอายุ  23 – 39 ปี  ซึ่งอยู่ในวัยเริ่มทำงานจะเป็นกลุ่มหลักที่ยึดครองสัดส่วน ถึง  43% ต่อยอดขายโดยภาพรวม ทั้งในแง่ของมูลค่า และ ปริมาณ  โดยที่กลุ่มเป้าหมายวัยรุ่น  จะเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของตลาด

ขณะที่ ในแง่ของกำลังซื้อและเบรนด์ที่เลือกใช้  ระหว่างผลิตภัณฑ์ที่เป็น  Mass Brand  และ พรีเมี่ยม แบรนด์  อย่างเช่น  มีสทีน (Mistene)   การ์นีเย่  (Garnier)   พอนด์ (Ponds)   นีเวีย  (Nivea)  โอเลย์  (Olay) และ ระดับพรีเมี่ยม  ลอรีอัล   Artistry   Smooth E   Oriental Princess  ผู้บริโภคจะมีกำลังซื้อโดยเฉลี่ย สำหรับสินค้าความงามประเภท Mass Brand  เป็นจำนวน  176 บาทในปริมาณ 100 ml  และ เฉลี่ย  536.- บาท ในปริมาณ 100 ml  สำหรับ พรีเมี่ยม แบรนด์ 

แลนด์สเคปใหม่

สิ่งที่เราคุ้นชินกับตลาดผลิตภัณฑ์เพื่อความงามก็คือ Core Value ที่เป็นการตอบโจทย์ด้านอารมณ์นั้น ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จะขายในเรื่องของ Hope หรือความคาดหวังว่า เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อความงามแล้วจะทำให้ดูดีขึ้น การทำตลาดในอดีตส่วนใหญ่จึงเลือกใช้วิธีการนำเซเลบ หรือดาราดัง เข้ามา Endorse เข้าไป ซึ่งทำให้แบรนด์ใหญ่ที่มีทุนหนากว่าจะมีข้อได้เปรียบแบรนด์เล็กๆ

เช่นเดียวกับเรื่องของช่องทางขาย ที่แบรนด์ใหญ่ที่มีศักยภาพมากกว่าจะสามารถกุมในเรื่องของช่องทางขายได้เกือบหมด ขณะที่ในช่องทางที่เป็นเคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้า การสาธิตโดย BA (Beauty Adviser)   จะเข้ามามีส่วนในการกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค

แต่แลนด์สเคปของตลาดนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อโซเชียลมีเดียเข้ามามีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ทำให้ข้อได้เปรียบทั้งหมด โดยเฉพาะในเรื่องของช่องทางขายที่แบรนด์ใหญ่ๆ มีต่อแบรนด์เล็กกำลังจะหมดไป เราจึงได้เห็นการเกิดขึ้น และมาแรงของผลิตภัณฑ์เพื่อความงามแบรนด์ใหม่ๆ มากมาย อาทิ แบรนด์ Dr.Jill ที่เกิด และมาแรงในช่องทางออนไลน์ เป็นต้น

 

อิษณาติ บอกกับเราว่า จากการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคในผลิตภัณฑ์กลุ่มความงาม  แสดงให้เห็นถึง  กลยุทธ์สำคัญที่เจาะให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพจะต้องเป็นกลยุทธ์ที่สามารถผนวกรวมระหว่าง โลกของยุคดิจิทัล – สังคม และ ธุรกิจ ที่เป็นหนึ่งเดียว  รวมถึงต้องมีการนำกลยุทธ์ Micro Influencer  มาใช้อย่างถูกต้อง และเข้าถึงพฤติกรรมผู้บริโภคด้านความงามในปัจจุบันอย่างถ่องแท้  ว่ามีความต้องการผลิตภัณฑ์ความงามที่เป็นการป้องกัน หรือ ประเภท Anti-Aging  มากกว่าต้องการการแก้ไข  ผู้บริโภคปัจจุบัน มีความต้องการผลิตภัณฑ์ประเภท สวยเร่งด่วน และต้องการความสะดวกสบาย  เป็นสูตรสำเร็จแบบ ออล-อิน-วัน  เน้นผลิตภัณฑ์ที่เป็นธรรมชาติ  ไม่ก่อให้เกิดการแพ้  ที่สำคัญที่สุด คือ  ต้องเป็นสินค้าที่มีเรื่องราว มีความเป็นมา และ อยู่ในยุคสมัย

อาจจะสรุปถึงกลยุทธ์การทำตลาดเพื่อความงามออกมาเป็นคีย์เวิร์คที่สำคัญได้คือ

P : Prevemtion ผู้บริโภคเปลี่ยนจากการรักษา มาเป็นการป้องกัน หรือเตรียมความพร้อม ทำให้สินค้าหลายตัวเริ่มขยับเข้ามาทำตลาดกับกลุ่มเป้าหมายที่เด็กลง เพื่อรับกับการเตรียมความพร้อมในเรื่องความงาม ตัวอย่างในเรื่องนี้คือผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอยที่ปัจจุบันกลุ่มเป้าหมายสำคัญของตลาดจะเป็นคนอายุ 23 – 34 ปี ซึ่งต่างจากอดีตที่คนอายุ 40 ปีขึ้นไปถึงจะตระหนักในเรื่องของริ้วรอย

การเตรียมความพร้อม หรือการป้องกันนี้ นอกจากจะทำให้ตลาดลดริ้วรอยมีการเติบโตที่ดีแล้ว ยังทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยป้องกันแดดก็มีการเติบโตที่ดีเช่นกัน โดยตลาดนี้มีตัวเลขเติบโตถึง 11% เลยทีเดียว

I : Impact ใช้แล้วต้องเห็นผลในทันทีทันใด ทำให้สินค้าแบรนด์ออกมาการันตีถึงเรื่องนี้ การต้องการผลที่ได้จากการใช้นี้ เป็นแรงส่งให้ผลิตภัณฑ์เพื่อความงามที่เป็นมัลติ เบเนฟิต ทั้งลดริ้วรอย และเพิ่มความกระจ่างใสมีการเติบโตที่ดี สิ่งที่ตามมาก็คือ แบรนด์ใหญ่ๆ หลายแบรนด์ต่างมีผลิตภัณฑ์ในรูปแบบดังกล่าว อาทิ โอเลย์ โททัล เอฟเฟกซ์ ที่พูดถึง 7 เบเนฟิต ทั้งลดริ้วรอย และเพื่มความกระจ่างใส เป็นต้น

N :Natural ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมีการเติบโตที่เร็วมาก อย่างตัวสบู่สมุนไพรที่เราได้เห็นแบรนด์ไทยๆ ไม่ว่าจะเป็นอิงอร หรือเบนเนท มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด ซึ่งทั้ง 2 แบรนด์ต่างชูในเรื่องของสารสกัดจากธรรมชาติ

T :Trendy หรือความทันสมัย ซึ่งความทันสมัยนี้จะมาคู่กับกลยุทธ์ในรูปแบบของ Storytelling ที่จะช่วยทำให้ภาพของความทันสมัยอยู่ติดกับแบรนด์ที่ใช้กลยุทธ์นี้ ตัวอย่างเช่น การรีแบรนด์ของศรีจันทร์ ที่ใช้สตอรี่ของการเป็นแบรนด์ไทยที่อยู่ในตลาดมา 70 ปี แต่มีความทันสมัยที่เป็นความภาคภูมิใจ และเข้ากับคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว

สำหรับทิศทางและอนาคตของผลิตภัณฑ์กลุ่มความงามสำหรับตลาดในประเทศไทยนั้น  จากข้อมูลวิจัยและการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นถึงสถานะและปัจจัยต่อตลาดไทย  ดังนี้  ตลาดความงามของประเทศไทยยังอยู่ในระยะเริ่มต้นในวงจรของการเติบโต  ซึ่งทำให้มีโอกาสเติบโตไปได้อีกมาก  การเข้ามาของแบรนด์ดังและแบรนด์พรีเมี่ยม จะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของตลาดไทย  นอกจากนี้ ช่องทางออนไลน์ เป็นช่องทางการตลาดที่สำคัญยิ่ง ในอนาคต  

“หัวใจของการเจาะตลาดเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ผู้ประกอบการ หรือแบรนด์สินค้าจะต้องพัฒนาสินค้าและสร้างสรรค์แคมเปญที่โดนใจ  และมีอิทธิพลที่จะทำให้เกิด แชร์ทั้งในแง่ของผลิตภัณฑ์และเรื่องราวของสินค้านั้นๆ ไปยังเพื่อนฝูง อย่างกว้างขวาง โดยหัวใจหลักในการชนะใจกลุ่มเป้าหมาย และ ยึดครองตลาดเป้าหมาย ที่ต้องคำนึงถึง  คือ การแชร์  อัพเกรด และต้องอยู่บน โลกออนไลน์”  อิษณาติ กล่าวปิดท้าย

Gap รุกครั้งใหญ่! ขยายแนวรบสู่ผลิตภัณฑ์ความงามและการดูแลส่วนบุคคล

KONVY จับมือ “สวนดุสิตโพล” ยกระดับมาตรฐานวงการผลิตภัณฑ์ความงาม ประกาศรางวัล “KONVY Best of Beauty Awards 2024” สุดยอดผลิตภัณฑ์ความงามที่คนไทยเทใจโหวต

Prada Beauty ออกไลน์สกินแคร์และคอสเมติก อีกหนึ่งแบรนด์ลักชัวรี่ที่ก้าวสู่ตลาดผลิตภัณฑ์ความงาม

“กิฟฟารีน” ลุยเข้มดันยอด HYA Super Concentrate

ความต้องการ Sauvage น้ำหอมผู้ชายของ Dior พุ่งสูง เกิดจากคดี Depp ฟ้อง Heard

เปิดกลยุทธ์ “คิสออฟบิวตี้” หัวใจหลักขับเคลื่อนธุรกิจความงามสู่ดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่น

ยุค AI ปัญหาไม่ใช่ Content น้อย แต่สมองอาจจะยังไม่รับ บทเรียนถอดสมองมนุษย์จากเวที ADFEST 2026

ถอดวิธีคิด ONN ANU ปั้นรีเทลไซส์เล็กอย่างไร เมื่อมี ‘ทำเลทอง’ อนุสาวรีย์ฯ เป็นแต้มต่อ

คุยกับ นัทธมน พิศาลกิจวนิช 5 ความท้าทายของ “สุกี้ตี๋น้อย” บทพิสูจน์ผู้นำในสมรภูมิสุกี้ 3 หมื่นล้าน

เข็ม-วิลาวัณย์ สุรพงษ์ชัย / ADFEST 2026 “ในโลกที่ AI ทำทุกอย่างเร็วขึ้น มนุษย์กลับจดจำความรู้สึก มากกว่า Efficiency”

Read More Stories  

Research

ทำไม Gen Y ที่เคยถูกมองว่า ‘ใช้เงินเก่งสุด’ กลายเป็นคนที่ ‘วางแผนการเงินจริงจังที่สุด’? โดย 41.7% เลือกออมและลงทุนเพื่อครอบครัว

เปิดรายชื่อ 685 ร้านที่ได้รับรางวัล LINE MAN Wongnai Users' Choice Best of 2026

เทรนด์สุขภาพมาแรง! เมนูสลัดขึ้นแท่นเมนูยอดนิยมไตรมาสแรกกวาดยอดขายกว่า 1 ล้านจาน

หากช่องแคบฮอร์มุซปิด 3 เดือน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

Read More Stories  

Digest

OR ขานรับนโยบายรัฐฯ จำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 อีกทางเลือกที่คุ้มค่าและยั่งยืน รองรับภาคขนส่ง อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

หยุดยาวแบบสบายใจ! ประกันติดโล่ แจกฟรีประกันบ้าน-อุบัติเหตุ รวม 30,000 สิทธิ์ คุ้มครองทั่วไทยรับเทศกาลสงกรานต์ปี 69

“เถ้าแก่น้อย” จัดงาน Taokaenoi X ChenZheYuan A Global Journey of Flavor ตอกย้ำสู่การเป็น Global Brand ด้วย New Asian Wave

Unboxing Ideas

สูตรลับคุมะมง เมื่อการ “ปล่อยให้ใช้ฟรี” กลายเป็นเครื่องจักรสร้างมูลค่าระดับล้านล้าน

Faminchu Theatre โรงหนังไซซ์มินิในสนามบินโอกินาว่า เปลี่ยนเวลารอเครื่องให้กลายเป็นเรื่องเล่า ผ่านหนังสั้นโปรโมทเมือง

สัมผัส "Luminara" ซูเปอร์ยอทช์ จาก The Ritz-Carlton Yacht Collection ชมห้องพักคืนละ 235,000 บาท/คน

ทำไมแม่ตุ๊กตาของพันช์คุง ชื่อ DJUNGELSKOG ไม่ใช่อุรังอุตัง ส่องไอเดียการตั้งชื่อของ IKEA เมื่อ ‘สถานที่’ กลายเป็นชื่อของไลน์สินค้า

Read More Stories  

Video

BrandAge Online 2024

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนการเติบโตผ่านคน ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง.

เคล็ดลับหน้ากล้องและหลังเวที 'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม

ถอดรหัสแนวคิด ภาวิต จิตรกร : จัดคอนเสิร์ตอย่างไรให้ปัง และไม่แย่งตลาดกันเอง

What’s Next? เมื่อ Pandemic เปลี่ยนเป็น Endemic

Read More Stories  

บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.

Contact