กรุงเทพฯ : ภายหลังจากรัฐบาลได้ริเริ่มผลักดันนโยบาย Thailand Zero Dropout (TZD) เพื่อต้องการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา หรือได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้ตามศักยภาพ โดยมีเป้าหมายว่าในปี 2570 จะต้องนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ได้ 1 ล้านคน ที่ผ่านมากองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในฐานะผู้มีโอกาสจัดงานโครงการ TZD จึงได้จับมือกับองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาสังคม ต่างๆ มากมาย อาทิ ไก่ทอด KFC, ร้านสะดวกซื้อ CJ MORE, Shopee, คาเฟ่อเมซอน ฯลฯ ที่จะช่วยกันผลักดันโครงการ TZD นี้ ด้วยการปรับระบบการศึกษาให้เป็นแบบ " การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น" ( Flexible Learning) ที่ไม่จำกัดการเรียนรู้อยู่แค่ในรั้วการศึกษา และมหาวิทยาลัยแบบเดิมอีกต่อไป แต่จะเป็นการเรียนรู้ที่สามารถทำได้ในทุกที่ ทุกเวลา และทุกพื้นที่ (Anytime Anywhere)
ดังนั้นจึงเป็นที่มาของวันที่ 4 มิถุนายน 2568 ซึ่งทางกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้การจัดงานแถลงข่าวและกิจกรรมเปิดตัวแคมเปญ " เพราะทุกที่คือโรงเรียน" ณ ลานกิจกรรมชั้น G ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ งานนี้มีภาคีเครือข่าย ภาครัฐเอกชน ชุมชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก เพื่อมาทำความรู้จัก และมาร่วมกันสร้าง "โรงเรียนในความหมายใหม่" ที่มีรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น สามารถเรียนรู้ได้ในทุกสถานที่ ทุกเวลา รวมถึงการเรียนรู้ผ่านการทำมาหาเลี้ยงชีพ กิจกรรมในชีวิตจริง บริบทของชุมชน สถานประกอบการ และยังเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเป็นครูได้
โดยภายในงาน ได้มีการจัดบูธกิจกรรมต่างๆ มากมาย เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมสัมผัสกับห้องเรียนหลากหลายรูปแบบ ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง กสศ. และภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน ภายใต้แนวความคิด ทุกคนสามารถเป็นครูได้ และทุกที่คือโรงเรียน อาทิ บูธกิจกรรมของ หมอลำศึกษา นิวเจน เรียนไปม่วนไป ซึ่งเป็นหลักสูตรสร้างโอกาสต่อยอดความฝันให้เยาวชนที่ชื่นชอบในวิชาชีพการเป็นหมอลำ รวมถึง บูธกิจกรรม Learn to Earn: Earn to Learn เพื่อเป็นโรงเรียนของเด็กนอกระบบ เช่น Chick Lab ห้องเรียนฟาร์มไก่ เลี้ยงก็ได้ขายก็เก่ง, หนองสนิท BARBER ห้องเรียน ปั้นช่างตัดผม ขวัญใจคนทั้งหมู่บ้าน, โรงเรียนนอกกรอบ KFC ตัวอย่างความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยเปลี่ยนร้านอาหารให้เป็นแหล่งเรียนรู้ สร้างโอกาสใหม่ ให้กับเด็กและเยาวชน ในกระบวนการยุติธรรม, เจริญกาแฟความรู้กินได้ พื้นที่สร้างทักษะธุรกิจร้านกาแฟและเบเกอรี่ ให้ลูกหลานแรงงานไร่ส้มได้ฝึกอาชีพจริงและได้วุฒิการศึกษา, Mobile Media Lab ห้องเรียนสื่อชายแดน หมู่บ้านกองผักปิ้ง เชียงดาว แหล่งพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้ของเด็กๆในพื้นที่สีแดง, ห้องเรียนทุ่งใหญ่ 1.3 ล้านไร่ อิสระของการเรียนรู้ของเด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกล และ บูธกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย
นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรองประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) ระดับชาติ, ดร. สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ มาร่วมแสดงวิสัยทัศน์ถึงนโยบาย Thailand Zero Dropout และ ความร่วมมือกันระหว่าง (กสศ.) กับ กระทรวงศึกษาธิการ ในการจัด"ระบบการศึกษาเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น" ( Flexible Learning)
โดยดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรองประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) ระดับชาติ เปิดเผยว่า ต่อไปนี้โรงเรียนจะไม่ใช่พื้นที่ที่มีรั้วอีกต่อไป แต่จะเป็นที่ที่ทุกคนสามารถเข้ามาเรียนรู้ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ไหน เนื่องจากทุกหน่วยงานมีหัวใจเดียวกันหมด คือ อยากให้เด็กมีโอกาส มีความเสมอภาคที่จะได้รับความเท่าเทียมในเรื่องการศึกษา สามารถเข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ได้ โดยไม่จำเป็นว่าจะอยู่ต้องในรั้วโรงเรียน อีกต่อไป
เพราะขณะนี้ในเรื่องของนโยบาย Learn To Earn ทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) และกระทรวงศึกษาธิการ ได้จับมือกันที่จะเปิดแพลตฟอร์ม "ธนาคารหน่วยกิต" ในอนาคต หมายความว่า เด็กที่อยู่ในระบบหรือนอกระบบการศึกษา เมื่อเข้าสู่แพลตฟอร์มนี้แล้ว ประวัติการเรียน และประสบการณ์การทำงานทั้งหมด รัฐบาลจะจัดเก็บไว้เพื่อจะได้รู้ว่า เด็กแต่ละคนมีความสามารถ และความพิเศษอะไร เพื่อนำไปสู่การจัดคอร์สเสริมทักษะใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาความสามารถของน้องๆ ให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในสาขาอาชีพต่างๆ ที่บางอาชีพก็ตายไปแล้ว แต่ก็ยังมีบางอาชีพที่ต้องการทักษะใหม่ๆ ผ่านการ Upskill และ Reskill นอกจากนี้ยังเป็น แพลตฟอร์ม ที่น้องๆ สามารถใช้ทั้งความรู้ และความสามารถในการทำงานที่มีการ Upskill และ Reskill แล้วไปเทียบโอนเป็นหน่วยกิตการศึกษาเพื่อรับวุฒิการศึกษากลับมา โดยที่ไม่ต้องเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัย ก็ได้ ขอแค่มีบัตรประชาชน ที่แสดงสิทธิ์ถึงการเป็นคนไทย ก็จะได้รับการ "เรียนรู้ที่ยืดหยุ่น" ( Flexible Learning) ไปได้ตลอดชีวิต
ดร. สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญอย่างมากต่อการ "เรียนรู้ที่ยืดหยุ่น" ( Flexible Learning) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแพลตฟอร์ม "ธนาคารหน่วยกิต" การจับมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อร่วมขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Zero Dropout (TZD) เพราะกระทรวงศึกษาธิการเข้าใจถึงปัญหาเรื่องนี้ดี ที่ผ่านมาทางกระทรวงฯ ก็มีการปรับตัวไปสู่ความก้าวหน้าในเรื่องของการทำงานมากขึ้น ด้วยการเอาจริงเอาจรังที่จะช่วยกันผลักดันให้เกิดการสร้างระบบ"ธนาคารหน่วยกิต" ในการนำทักษะด้านอาชีพ มาแลกเป็นวุฒิการศึกษา เพื่อนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์กับตนเอง และการสร้างความมั่นคงให้กับการดำเนินชีวิตด้านต่างๆ
ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวเสริมถึง ความสำคัญของนโยบาย Thailand Zero Dropout ว่าปัจจุบันประเทศไทยมีเด็กและเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 3 ถึง 24 ปี หลุดจากระบบการศึกษา จำนวน 880,463 คน ลดลงจากปี 2567 ที่มีอยู่ประมาณ 1.02 ล้านคน เป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจนนอกจากนี้จากการสำรวจของ กสศ. พบว่า เด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาไม่มีเป้าหมายทางการศึกษาและอาชีพที่ชัดเจน รวมถึงไม่มีแผนการศึกษาในอนาคต ถึงร้อยละ 78.23 จากกลุ่มตัวอย่าง 29,452 คน ขณะที่ร้อยละ 49.42 แสดงความต้องการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพมากกว่าการเรียนแบบวิชาการในระบบเดิม
ดังนั้นการเปิดตัวแคมเปญ "เพราะทุกที่คือโรงเรียน" จึงเป็นวิสัยทัศน์ใหม่ร่วมกันของภาคส่วนต่างๆ โดยมีเป้าหมายช่วยกันแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาด้วยรูปแบบใหม่ คือ "การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น" ( Flexible Learning) ที่ไม่ได้แค่ดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบเดิม แต่กำลังร่วมกันสร้างระบบใหม่ที่ยืดหยุ่นตอบโจทย์ชีวิตของเด็กได้จริงๆ ด้วยการเปิดโอกาสให้เด็กเป็นเจ้าของการเรียนรู้ของตัวเอง ไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับความรู้แบบเดิมๆ อีกต่อไป เพราะการศึกษาแบบ "เรียนรู้ที่ยืดหยุ่น" ( Flexible Learning) จะเปรียบเสมือนตาข่ายรองรับความต้องการของกลุ่มผู้เรียนที่มีเป้าหมายเฉพาะที่แตกต่างกัน เช่น เด็กยากจน, เด็กด้อยโอกาสที่หลุดออกจากระบบการศึกษา,เด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม, เด็กกำพร้า, เด็กในพื้นที่ห่างไกล, เด็กที่เผชิญกับความเจ็บป่วยและปัญหาสุขภาพ ฯลฯ เนื่องจากองค์การยูเนสโกประเมินว่า หากประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมาย Thailand Zero Dropout ได้สำเร็จจะช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ถึงปีละ 1.7% ของ GDP ตัวเลขนี้ถือว่ามากกว่าค่าเฉลี่ยการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประเมินไว้ในอีก 10 ปีข้างหน้า ดังนั้นการพัฒนาทุนมนุษย์ให้กลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ คือกุญแจสำคัญที่จะนำพาประเทศไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลางไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงในอนาคต
ทั้งนี้ กสศ.สนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการช่วยกันค้นหาเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษาให้กลับมาสู่การ "เรียนรู้ที่ยืดหยุ่น" ( Flexible Learning) เพราะที่ผ่านมา กสศ. ได้จับมือร่วมกับหุ้นส่วนการศึกษา เช่น ไก่ทอด KFC, ร้านสะดวกซื้อ CJ MORE, Shopee, สำนักข่าว Reporters, สมาคมทุเรียนใต้ เพื่อช่วยขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout ในการแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ภายใต้แคมเปญที่ชื่อว่า "เพราะทุกที่คือโรงเรียน"
สำหรับเรื่องนี้ นางสาวภัทรา ภัทรสุวรรณ Head of Marketing, KFC Thailand กล่าวว่า KFC ช่วยแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ผ่านโครงการ ที่ชื่อว่า KFC Bucket Search (บักเกตเสิร์จคลับ คลับของเด็กนอกกรอบ) ในการพัฒนาสมรรถนะ และสร้างโอกาสให้เด็กเยาวชนที่ได้ก้าวพลาด ให้สามารถกลับมาเดินอยู่เส้นทางชีวิตใหม่ ผ่านการเข้ามาเรียนรู้วิธีการทำงานเพื่อฝึกการเป็นเจ้าของธุรกิจ ฝึกการวางแผนอนาคต และวิธีการใช้ชีวิตให้ทันโลกในทุก ๆ ด้านต่อไป เช่นเดียวกับศูนย์การเรียน มยช. ของมูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท ที่ปัจจุบันก็มีน้องๆ ซึ่งเป็นเด็กข้ามชาติ หรือลูกหลานแรงงานข้ามชาติ ได้เข้ามา "เรียนรู้ที่ยืดหยุ่น" ( Flexible Learning) ภายในศูนย์การเรียน มยช. แห่งนี้ ที่จะมีการสอนตามระบบโรงเรียนในสังกัดสพฐ. เพื่อแก้ไขปัญหาที่ลูกหลานแรงงานข้ามชาติ ที่มีข้อจำกัดในเรื่องของภาษาไทย และอายุที่เกินมาตรฐาน จึงไม่สามารถเข้าเรียนได้ตามโรงเรียนทั่วๆ ไป
ส่วน นางสาวณัฐการณ์ รัตตะกุญชร (ออม) คุณครู ศูนย์การเรียนรู้ปัญญากัลป์ จาก จังหวัดอุบลราชธานี เล่าว่า หนึ่งในหลักสูตรที่เปิดสอนในศูนย์ฯ แห่งนี้ คือ โรงเรียนหมอลำศึกษา เรียนไปม่วนไป โดยเราได้นำวิชาทั่วไปที่ต้องเรียน เช่น วิทย์ คณิต สังคม มาผูกเชื่อมโยงกับหมอลำ เพื่อให้น้องๆ ที่หลุดจากระบบการศึกษา และสนใจอยากมีอาชีพเป็นหมอลำ สามารถกลับเข้ามาเรียนวิชาพื้นฐานผ่านออนไลน์แค่ระยะ 6 เดือน ไปพร้อมๆ กับทำงาน ( หมอลำ) ขณะที่การเรียนหมอลำ ทางศูนย์การเรียนรู้ปัญญากัลป์ ก็จะจัดเรียนผ่านการเข้าค่าย 5 วัน 4 คืน เพื่อเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านหมอลำ มาฝึกฝนทักษะให้กับน้องๆ นอกจากนี้เรายังได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพราะเมื่อใดที่น้องๆ เรียนจบจากศูนย์การเรียนรู้ปัญญากัลป์ ก็สามารถไปศึกษาวิชาชีพหมอลำในระดับปริญญาตรี ต่อได้เลย
ภาคเอกชน ท้องถิ่น หรือประชาชนทั่วไป สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนารูปแบบการศึกษายืดหยุ่น หรือเป็นอาสาสมัครในโครงการ “โรงเรียนเคลื่อนที่ Mobile School” หรือสามารถร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุน กสศ. โดยได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี 2 เท่า สามารถติดต่อได้ที่ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โทร. 02-079-5475 (ไม่เว้นวันหยุดราชการ)
LINE กสศ.การศึกษายืดหยุ่น
Facebook: กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (EEF Thailand)