ปีนี้เป็นปีที่ 51 ของกลุ่มพูลผลถือเป็นการก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 6 เต็มตัว ซึ่งมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าจะคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาเพื่อขยายอาณาจักรให้เติบโตแบบ S-Curve นับจากนี้
ในบรรดา 4 กลุ่มธุรกิจหลัก รายได้รวม 60,000 ล้านบาท ที่ประกอบด้วยการเกษตร, รับเหมาก่อสร้าง, อสังหาริมทรัพย์, และคลังสินค้าและโลจิสติกส์ ดูเหมือนว่าธุรกิจการเกษตรจะมี Movement มากที่สุดในฐานะกลุ่มธุรกิจเรือธง และจัดเป็นกลุ่มธุรกิจก้อนใหญ่ที่สุด เพราะประกอบด้วย
- น้ำมันพืชกุ๊ก โดย บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด ขยายตลาดส่งออกไปมากกว่า 15 ประเทศในเอเชีย รวมถึงออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
- วุ้นเส้นต้นสน โดย บริษัท สิทธินันท์ จำกัด นอกจากความแข็งแกร่งในประเทศ ยังได้ขยายการส่งออกไปยัง ญี่ปุ่น เกาหลี อเมริกา ยุโรป และตะวันออกกลาง
- เอสเอ็มเอส กรุ๊ป พัฒนาแป้งมันสำปะหลังดัดแปร (Modified Tapioca Starch) ซึ่งมีจุดเด่นคือสามารถตอบสนองความต้องการได้หลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมอาหาร เพื่อปรับปรุงเนื้อสัมผัสและความคงตัวของผลิตภัณฑ์อาหาร, อุตสาหกรรมยา ช่วยในการยึดเกาะตัวยา ปรับปรุงการไหลของผงยา และเพิ่มความคงตัวของยาในยาเม็ดและแคปซูล, อุตสาหกรรมพลาสติกย่อยสลายได้ เพื่อต่อยอดในการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร ถุงพลาสติก และผลิตภัณฑ์พลาสติกใช้แล้วทิ้งต่างๆ ซึ่งสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ปัจจุบันส่งออกไปกว่า 70 ประเทศทั่วโลก
โดยตั้งแต่ต้นปีมานี้ บริษัท สิทธินันท์ จำกัด ก็ประเดิมแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มซอสและเครื่องปรุง “น้ำจิ้มสุกี้” และ “ซอสผัดไทย” เน้นตลาดส่งออกเป็นหลัก และเพิ่มโอกาสการขายพ่วงกับวุ้นเส้น และเส้นก๊วยเตี๋ยวเป็นแพ็กเกจ กระตุ้นยอดขายให้กับสินค้าทั้งคู่
ในขณะที่ เอสเอ็มเอส กรุ๊ป ล่าสุดได้ลงทุนเครื่องจักรกว่า 500 ล้านบาท นำเข้าถั่วลันเตามาสกัดเป็นผงโปรตีนแพลนท์เบสภายใต้แบรนด์ “นูทราริช” รองรับตลาดโปรตีนจากพืชในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง นับเป็นครั้งแรกของการแตกไลน์ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของกลุ่มพูลผลเช่นกัน
ส่วนน้ำมันพืชกุ๊กเดินหน้าแฟนด้อมมาร์เก็ตติ้งกระตุ้นตลาด ด้วยการเปิดตัว Friend of COOK “ต้าห์อู๋ พิทยา แซ่ฉั่ว” และ “ออฟโรด กันตภณ จินดาทวีผล” เพื่อขยายฐานสู่คนรุ่นใหม่ และภายใน 2-3 ปีนี้เตรียมเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ครั้งใหญ่ที่มีคุณสมบัติความเบาและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
เพชร หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด กล่าวว่า จากการปล่อยสินค้านวัตกรรม และแคมเปญใหม่ๆ ออกมาตั้งแต่ต้นปี ทำให้ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมากลุ่มธุรกิจการเกษตรของกลุ่มพูลผลมีผลประกอบการเกินเป้าที่วางไว้ ทำให้คาดการณ์ว่าสิ้นปีนี้ทั้งกลุ่มจะมียอดขายมากกว่า 60,000 ล้านบาท เนื่องจากมีการขยายไลน์การผลิตสินค้าต่างๆ หลายตัว
“วิธีเอาตัวรอดท่ามกลางสถานการณ์ความผันผวนของโลก เราต้องลงทุนกับเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการผลิต และพึ่งพาแรงงานให้น้อยลง และมองหาโอกาสใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา อย่างนูทราริชที่เราเปิดตัวนอกจากเป็นเทรนด์ใหม่มีคู่แข่งน้อยแล้ว เรายังเป็นเจ้าแรกในประเทศไทยที่ผลิตผงโปรตีนจากถั่วลันเตา นอกจากนี้น้ำจิ้มและซอสที่เพิ่งเปิดตัวไปในช่วงต้นปีก็จะพาให้กลุ่มสินค้าทั้งกลุ่มโตไปด้วยกัน และสร้างความได้เปรียบจากคู่แข่ง เพราะเรามีทั้งเส้นและน้ำจิ้ม”
อย่างไรก็ดี เพชร ให้มุมมองผลกระทบจากการประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ว่า ในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทได้รับอานิสงส์จากการเร่งสั่งซื้อสินค้า แต่ครึ่งปีหลังน่าจะรับผลกระทบแน่นอน ซึ่งจะมากหรือน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับอัตราภาษีที่รัฐบาลไทยเจรจาตกลง
“แต่เชื่อว่าอุตสาหกรรมอาหารคงได้รับผลกระทบน้อยกว่าอุตสาหกรรมอื่น เพราะยังไงคนก็ยังต้องกิน แต่ผู้ผลิตอาหารส่งออกอาจจะมีมาร์จิ้นที่บางลง อย่างน้อยก็ยังประคองตัวต่อไปได้”