PTG หรือบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของไทย โดยเริ่มต้นธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2531 ในนามบริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง จำกัด ก่อนจะเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็นบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ในปี 2554
ด้วยความที่ PTG เติบโตมาจากภูมิภาค หลายคนจึงมักจะเรียกว่า PTG ว่าเป็นสิงห์ภูธร
บ้างก็เรียกว่าเป็น Underdog เพราะ PTG มีสไตล์การทำงานที่ดุดัน กัดไม่ปล่อย
จากบริษัทเล็กๆ ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาทในปี 2531 ปัจจุบันสิงห์ภูธรอย่าง PTG มีรายได้จากการขายและการให้บริการในปี 2567 ถึง 225,813 ล้านบาท
BrandAge มีโอกาสได้สัมภาษณ์ พิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เพื่ออัปเดตและแลกเปลี่ยนมุมมองในการทำธุรกิจในยุคเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมพลังงาน
ทีมงานเริ่มต้นการสนทนาด้วยการให้พิทักษ์ เล่าความรู้สึกของการเป็นผู้ท้าชิง
พิทักษ์ อธิบายว่า ผู้นำกับผู้ท้าชิงมีความยากง่ายคนละแบบ เพราะใครที่เป็นเบอร์ 1 การรักษาความเป็นที่ 1 นั้นยากกว่า ถ้าเป็นนักวิ่ง ผู้นํามันจะเมื่อยคอคือต้องหันมาดูตลอดเวลาว่าที่ 2 มันอยู่ตรงไหนแล้ว ในขณะเบอร์ 2 หรือเบอร์ 3 มันก็จะมีความสุขเมื่อวิ่งเข้าเข้าใกล้เบอร์ 1
“ผู้ท้าชิงเนี่ย เรียกว่าเจ๋งกับเจ๊า มันไม่ไม่ค่อยเจ๊ง แต่ถ้าเป็นผู้นํามันมีแต่เจ๊ากับเจ๊ง เพราะวันนี้เขาเป็นเบอร์หนึ่ง แล้วใครๆ ก็บอกเป็นเบอร์หนึ่งว่ายากแล้ว แต่การรักษาความเป็นเบอร์หนึ่งมันยากกว่าถูกไหมครับ แต่ถ้าถามผมอีกมุมหนึ่ง ผมมองในเรื่องของนักวิ่งอ่ะ ผู้นํามันจะเมื่อยคอต้องหันมาอยู่อดเวลา ไอ้คนที่ 2 มันอยู่ตรงไหนแล้ว แต่ในขณะที่เราเป็นเบอร์ 2 หรือเบอร์ 3 มันก็จะมันจะมีความสุขเมื่อวิ่งเข้าใกล้เบอร์หนึ่ง
การที่เราวิ่งตามหลัง อันที่หนึ่งเลยสมาธิมันชัดเจน ในขณะที่คนเป็นเบอร์ 1 มันวอกแวก เดี๋ยวหันกลับไป แต่ความเป็นผู้ท้าชิงมันมีสมาธิ มันมีเป้าที่ต้องทํา อีกมุมนึงก็คือคนที่เป็นผู้ท้าชิงต้องทํางานหนัก ต้องทําอะไรที่ต่างจากคู่แข่งอย่างสิ้นเชิง ในมุมของ PT เวลาเราพูดเรื่องการแข่งขัน ข้อแรกคือเราไม่ได้อยากแข่งกับใคร แต่เราแข่งกับตัวเราเองอยู่เสมอ เรามีค่านิยมที่เรียกว่า Continuous Improvement คือทุกปีจะต้องดีขึ้น ตั้งแต่ปี 2551 ที่เรามีส่วนแบ่งการตลาด 1% แล้วเราก็เติบโตจนถึงปี 2567 เป็น 21.9%
ส่วนเรื่องการแข่งขัน สิ่งสําคัญคือแข่งอย่างไรที่จะชนะใจผู้บริโภค เมื่อปี 2551 เราเป็น Nobody เราเริ่มจากเป็นปั๊มชายขอบอยู่ถนนเส้นรองที่จะมุ่งเข้าสู่ตัวเมือง เขาเรียกว่าป่าล้อมเมือง แล้วก็ค่อยโตขึ้นมาจากถนนเส้นที่ไม่มีใครรู้จัก”

พิทักษ์ เล่าเพิ่มเติมว่า จุดเปลี่ยนของ PT อยู่ที่ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง เพราะเกือบทำให้บริษัทต้องปิดตัว
“เรารอดมาได้จากต้มยํากุ้ง วิกฤตต้มยํากุ้งมันสอนให้เราต้อง Lean เราได้มรดกจากต้มยํากุ้งมาอันนึงคือ Only Paranoid Survive ฉะนั้นตอนเกิด COVID เอาตรงๆ เราไม่ค่อยซีเรียสมากเพราะว่าเราเฉียดตายมาแล้วตอนต้มยํากุ้ง เราเกือบจะปิดบริษัทตอนต้มยํากุ้ง ทุกวันนี้เราทําอะไรต้อง Lean ต้องเร็ว ต้องประหยัด จนกลายมาเป็นความได้เปรียบในการแข่งขัน เรียกว่าถ้าขายจำนวนลิตรเท่ากัน คนอื่นอยู่ไม่ได้เราอยู่ได้ เราใช้บัวขาวเป็นตัวอย่าง คุณต้องลีนอย่างนั้น คุณต้องไม่มีไขมันเลย
แล้วคนที่เป็นผู้ท้าชิงสิ่งที่ต้องระวัง ผมใช้คําว่าความสําเร็จดีใจได้วันเดียว ฉะนั้นถ้าบอกว่าเราดีขึ้นทุกปี ถ้าเราประมาท ถ้าเราใช้คําว่าเพลิน สุดท้ายเราก็จะแย่ ประสบความสําเร็จปีที่แล้วก็ดี พอตั้งเป้าปีนี้เอาใหม่ก็ดีใจได้วันเดียวแหละที่เหลือก็ทํางานหนักใหม่ ทํางานหนักใหม่คือในมุมของคนที่เป็นผู้ท้าชิง ถ้าถามผมก็คืออย่าไปติดกับดักความสําเร็จ”
พิทักษ์ ยังให้คำแนะนำในการแข่งขันเพิ่มเติมว่า เรื่องสำคัญของผู้ท้าชิงก็คือต้องหมั่นศึกษาคู่แข่ง ศึกษาคู่แข่งว่าเขามีช่องทางไหนที่เขาไม่ได้ดู ที่เขาปล่อยปละละเลย เราต้องหาช่องนั้นให้เจอเพราะมันคือโอกาส ถ้าเราหาช่องนั้นเจอแล้วต้องทําให้แตกต่างจากผู้นําให้ได้อย่างสิ้นเชิง
“ตัวอย่างที่วันนี้เราแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเป็นทั้งโปรดักต์เป็นทั้ง Service Innovation ที่ค่ายผู้นําวันนี้ยังไม่มีใครทํา เช่น Max Service บริการช่วยเหลือรถที่น้ำมันหมด ตอนนี้ยังไม่มีใครทําได้ PT เราเพิ่งมาทําได้ หลังจากที่เรามีปั๊มทุกอําเภอ ประเทศไทยมี 900 อำเภอ ตอนนี้ PT มีครบทุกอำเภอ หรือห่างกันไม่เกิน 30 กิโลเมตร ฉะนั้นเวลาน้ำมันใครหมดโทรเข้าหา 1614 เราก็ให้พนักงานเอาน้ำมันไปส่ง แต่สิ่งนี้คนอื่นทําไม่ได้เพราะว่าเป็นระบบดีลเลอร์ แต่ของเรามันเป็นระบบพนักงานบริหารโดยบริษัท
แต่สิ่งที่เรายังทําได้ไม่ดีคือเราใช้เวลาประมาณ 40 นาที เราพยายามหาทางทำให้เร็วขึ้น เพราะเวลาน้ำมันหมด 5 นาทีมันก็นาน อย่าพูดถึง 40 นาทีเลย แล้วถ้าเกิดเป็น 5 นาทีที่เป็นตอนกลางคืน เป็น 40 นาทีตอนกลางคืนที่ไม่ได้มีรถพลุกพล่าน และเป็นสุภาพสตรี เขาจะกังวลแค่ไหน”

พิทักษ์ยังยกตัวอย่างโปรดักต์ที่แตกต่างจากคู่แข่งเพิ่มเติมคือ Max Card Plus ซึ่งเป็นระบบสมาชิกแบบ Subscription Model ที่ต้องจ่ายรายปี 599 บาท แต่ได้สิทธิประโยชน์รวมแล้วเกือบ 10,000 บาท ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค และบริการ Max Camp ที่พักรถครบวงจรแห่งแรกในเมืองไทย
“Max Camp วันนี้เรามีมากกว่า 100 สาขา เราทําสาขาแรกที่สีคิ้ว สิ่งที่เราทําอยู่บนวิสัยทัศน์ คือจะทําอย่างไรให้คนไทยอยู่ดีมีสุข Max Camp นี่ทำให้คนเดินทางอยู่ดีมีสุขจริงๆ PT เราคิดเหมือน กับเวลาเราลงไปในทะเลหรือลงไปในอ่างน้ำ เราผลักน้ำออกน้ำจะไหลเข้า การผลักออกคือการให้ ถ้าเราให้ลูกค้าเรา เราให้กับคนไทย เราให้โดยไม่หวังผลตอบแทน สุดท้ายสิ่งที่เราให้มันจะกลับมาโดยลูกค้าของเรา โดยผู้บริโภค โดยคนไทย เพราะว่าผมเชื่อว่าคนไทยเป็นคนที่ขี้เกรงใจ ถ้าใครทําดีกับเขา เขาก็จะทําดีตอบ นี่คือมุมของผมที่เชื่อว่าผู้ท้าชิงต้องทํางานหนัก ต้องทำเกินกว่าที่ผู้บริโภคต้องการ”
พิทักษ์ย้ำว่าข้อจํากัดของผู้ตามก็คือไม่ใช่เรื่องง่ายที่อยู่ๆ เราจะไปโกยลูกค้าจากคู่แข่ง เพราะฉะนั้นจะทำอะไรต้องสม่ำเสมอ ซึ่งต้องใช้เวลา
“เขาถึงกล่าวกันว่า เสน่ห์บางทีก็สู้สนิทไม่ได้ หน้าตาผมไม่หล่อหรอก แต่ว่าชกบ่อยๆ เดี๋ยวเขาก็เลือกเราเพราะนิสัยดี คุณก็ต้องชกบ่อยๆ คุณต้องเอาใจเขาบ่อยๆ”
วกกลับมาที่เรื่องผู้ท้าชิง ทีมงานอดสงสัยไม่ได้ว่า ภายใต้งบประมาณที่มีจำกัด PT มีวิธีการอย่างไรให้ทุกอย่างที่ลงทุนทำไปเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด
กับเรื่องนี้พิทักษ์ อธิบายผ่านแนวคิดมีธนูดอกเดียว ต้องยิงทะลุหัวใจ
“เนื่องจากทรัพยากรมีจํากัด เราใช้คําว่าธนูดอกเดียว ถ้าฉันมีธนูแค่ดอกเดียว ฉันไม่ได้กินอะไรมาเป็นอาทิตย์และไปเจอกวาง แต่มีธนูดอกเดียวแล้วต้องยิงกวาง ถ้าเรายิงเข้าสะโพกกวางก็วิ่งหนีได้ ยิงเข้าคอถ้าไม่ใช่จุดสําคัญกวางก็วิ่งหนีได้ หรือยิงเข้าหัวใจ สุดท้ายกวางก็อาจไม่ตาย เพราะความแรงของการยิงมันยังไม่ทะลุหัวใจ
ฉะนั้นคําว่า ธนูดอกเดียวก็คือการที่เรามีทรัพยากรจํากัด เราต้องแม่นจริงๆ เวลาปล่อยลูกธนูเราต้องง้างให้สุด เพื่อที่ธนูจะทะลุหัวใจไปเลยกวางถึงจะตายทันที นั่นคือการเป็นผู้ท้าชิงทรัพยากรที่มีจํากัด คุณต้องฉลาดในการใช้เงิน คุณต้องฉลาดในการใช้ทรัพยากร คุณต้องมีกลยุทธ์ที่มันแม่นยําจริงจริง เราไม่มีโอกาสที่จะพลาดนะครับ เพราะตอนที่เป็นผู้ท้าชิงเรื่องพวกเนี้ยมันไม่ง่าย”

เมื่อถูกถามถึงเรื่องที่ว่าไม่กลัวการตอบโต้จากผู้นำบ้างหรือ พิทักษ์กล่าวว่าบางแคมเปญเราสามารถทำแบบสื่อสารตรงกับผู้บริโภคเพื่อให้คู่แข่งรู้ตัวช้าที่สุด เหมือนกับเวลาดูหนังสงครามที่มีฉากคนเฝ้าระวังบนจอเรดาร์ ตราบใดที่เครื่องบินรบของเรายังไม่ปรากฏตัวบนจอเรดาร์ของคู่แข่ง เขาก็ยังไม่ทําอะไร
“วันไหนที่ PT เข้ามาอยู่ในจอเรดาร์ เขาก็เตรียมตัวกดปุ่ม นี่คือสิ่งที่เราต้องระวัง มันเหมือนกับที่เขาพูดว่า ทําดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครอยากจะเห็น PT เด่นเกิน เพราะเมื่อเราขึ้นจอเรดาร์ เขาจะ Counter Attack ทันที”
แม้จะมีตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แต่พิทักษ์ก็ยังไปสำรวจปั๊มในวันเสาร์ คุณพิทักษ์เล่าว่าบางเรื่องต้องไปดูให้เห็นกับตาโดยเฉพาะกับเรื่องงานบริการที่จำเป็นต้องลงไปสำรวจพูดคุยกับพนักงาน ลูกน้องไปจนถึงคุยกับลูกค้า
“ผมยังเชื่อมิติของ Gut feeling ต่อให้มีรายงานมาทุกอย่าง แต่ผมว่ามันสู้การมองเห็นกับตาไม่ได้ เราอยากจะบอกว่าเรื่องหนึ่งที่วันนี้ดูเหมือนเราดีกว่าแต่ไม่ชัดคือเรื่องของการบริการ เรากําลังทําเรื่องนี้อยู่ ทั้งๆ ที่วันนี้ถ้าถามว่าบริการดีกว่าคนอื่นไหม ก็ตอบว่าดีกว่าแต่มันไม่ชัด ถ้าชัดทุกคนต้องพูด อ๋อ...กาแฟพันธุ์ไทยอร่อยกว่า อ๋อ...เข้าไปเถอะที่ PT เขาบริการดีกว่า แต่มันยังไม่ไม่มีคํานี้ เรื่องที่ 2 ผมเป็นผู้นําต้องทําให้ดู
ผมไปทุกที่ สิ่งแรกที่ต้องไปตรวจคือที่เติมลมพังไหม ถ้าพังแล้วไม่ต้องคุยเลย ผมจะถามแจ้งซ่อมรึยัง แจ้งซ่อมไปกี่วันแล้ว 1 อาทิตย์ 2 อาทิตย์หรือเป็นเดือน จะได้เช็กบริษัทลูกว่ามีแจ้งซ่อมไหม นี่คือมุมที่เราต้องใส่ใจแล้วเวลาเกิดปัญหาเราจะได้รู้ปัญหา
หรือเวลาเราไปดูที่ใส่น้ำเช็ดกระจก 1. มีน้ำไหม ไม่มีจบ 2. มีน้ำแล้วมีผ้าไหม ไม่มีผ้าจบ หรือมีทุกอย่างครบแต่ไปจับไอ้ที่เช็ดกระจกแห้งก็แสดงว่าพนักงานไม่ได้เช็ดกระจก เรามองว่าบริการนี้สำคัญ แต่เราก็จะบอกลูกน้องนะว่า อย่าทะลึ่งทําในชั่วโมงเร่งด่วน 7-9 โมงเช้า 4-6 โมงเย็น เพราะแค่เติมน้ำมันก็ไม่ทันแล้ว”

ปัจจุบัน PTG มีรายได้จากกลุ่ม Oil ประมาณ 75% และจาก Non-Oil ประมาณ 25% ตามแผนงาน PTG ต้องการเพิ่มสัดส่วนรายได้ของ Non-Oil ให้เป็น 50% ภายในปี 2028 โดยรายได้ของ Non-Oil ที่เพิ่มขึ้นมานี้จะมาจากธุรกิจ Food & Beverage ประมาณ 50%
แน่นอนว่า แบรนด์ที่จะทำให้ PTG บรรลุเป้าหมายนั้นก็คือกาแฟพันธุ์ไทย ซึ่งปัจจุบันมีสาขามากกว่า 2,266 สาขา ซึ่งปีที่ผ่านมากาแฟพันธุ์ไทยมีการเติบโตถึง 12 เท่า ในจำนวนนี้เป็นสาขาที่อยู่นอกสถานีบริการน้ำมันถึง 43% เฉพาะไตรมาสที่ 4 ของปี 2024 พันธุ์ไทยสามารถขยายสาขาได้ถึง 211 สาขา หรือเฉลี่ยเปิดวันละ 2.5 สาขา แต่ละสาขาใช้เวลาก่อสร้างเพียง 38 วัน
พิทักษ์ มองการเชื่อมโยงพันธุ์ไทยกับสถานีบริการน้ำมัน PT ว่าปัจจุบันลำพังสถานบริการน้ำมันอย่างเดียวไปไม่รอด ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องเพิ่มร้านกาแฟด้วย มีร้านอาหาร หรือพื้นที่ค้าปลีกอื่นๆ เข้าไป
“พันธุ์ไทยปีที่แล้วเราขยายอยู่ 400 กว่าสาขา ปีนี้เราตั้งตัวเลข 600 แต่เราพยายามจะทํา 600 ให้ได้ภายใน 8 เดือน ปีที่แล้วเราทำได้ 1.3 สาขาต่อวัน ปีนี้เราจะพยายามทําให้ได้ 2 เท่าของปีที่แล้ว พันธุ์ไทยในมุมของผู้ท้าชิงง่ายๆ เลยครับ เราเห็นช่องว่างของผู้นําจากประเด็นอร่อยไม่ซ้ำจําสูตรไม่ได้ เพราะฉะนั้นโจทย์ของเราคือทำอย่างไรให้กาแฟมีมาตรฐานมากที่สุด ยังไม่ต้องถึง 100% เหมือนกันหมด อันนั้นหลอกตัวเอง เพราะเรามีเป็นพันสาขา
โจทย์ก็คือทําปั๊มน้ำมัน เรามีห้องแล็บของตัวเอง เราเช็กคุณภาพน้ำมันที่โรงกลั่น เช็กน้ำมัน ถึงที่คลัง เช็กน้ำมันในคลัง เช็กน้ำมันที่ออกจากคลังไปจนถึงในปั๊ม ขั้นตอนที่เราเช็กคุณภาพน้ำมันแบบนี้เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจกาแฟได้หรือไม่ ถ้าเราเอามาใช้กับกาแฟ เราจะต้องมี โมบายแล็บไปตรวจคุณภาพและรสชาติของกาแฟ ไม่ได้หมายความว่าแล้วจะได้ 100% นะครับ แต่ทําอย่างนี้เพื่อให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุด”

นอกจากเป้าหมาย 5,000 สาขาในปี 2569 แล้ว อีกหนึ่งความมุ่งมั่นของคุณพิทักษ์ก็คือการเปลี่ยนมาใช้เมล็ดกาแฟพันธุ์ไทยให้ได้ 100% ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากๆ เพราะแต่ละปีประเทศไทยบริโภคกาแฟมากกว่าแสนตัน ขณะที่เกษตรกรปลูกกาแฟได้ประมาณ 20,000 ตันเท่านั้น
“ร้านเราชื่อพันธุ์ไทย เราก็อยากจะให้เป็นพันธุ์ไทยที่ทุกหยดทุกเมล็ดต้องเป็นต้นกาแฟในประเทศไทยเท่านั้น ไม่ใช่เกษตรกรจากประเทศลาวรวย เวียดนามรวย โจทย์ก็คือแล้วทําไมไม่ให้เกษตรกรไทยที่อยู่บนภูเขารวย คำตอบคือไม่ได้ เพราะพื้นที่ปลูกกาแฟที่เหมาะสมส่วนใหญ่เป็นที่ป่าสงวน เราคุยกับกรมป่าไม้ขอพื้นที่สีแดงมาให้เกษตรกร หรือชาวเขาทั้งหลายได้ปลูกกาแฟ ขอที่กรมป่าไม้เสร็จ มีที่ไม่มีเงินเราก็ไปคุยกับธกส.ให้ สุดท้ายพอมีที่มีตังค์ แต่ปลูกไม่เป็น Process ไม่เป็น เราก็ไปคุยกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงที่ดอยตุงของสมเด็จย่ามาสอน เมื่อผลผลิตออกมาเราหาตลาดให้ ตลาดไม่ได้หมายถึงพันธุ์ไทยเท่านั้น ถ้าคุณขายใครแล้วได้ราคาดีกว่าเราคุณขายไปเลย แต่ถ้าคุณโดนบีบจากผู้ซื้อ เรารับซื้อ ข้อเสียของคนเป็นอาชีพเกษตรกร คือผลผลิตวันที่มันออกเหมือนมะม่วงออกแล้วถ้าขายไม่ได้มันก็เน่าคาต้น”
พิทักษ์ ย้ำว่าถ้าทำได้ผลประโยชน์จะไปตกกับทุกฝ่าย
1. ประเทศไทยจะได้เรื่องของคาร์บอนเครดิต
2. ได้เรื่องชาวบ้านไม่ไปเผาป่า เพราะเขาจะต้องระวังพื้นที่ของเขาไม่ให้ต้นกาแฟถูกเผา หมายถึง PM 2.5 ก็จะลดลง ส่วนเกษตรกรไทยจะมีรายได้เพิ่มขึ้น
3. พันธุ์ไทยได้อะไร เราได้เรื่องความมั่นคงของเมล็ดกาแฟ
“อีกมุมที่สําคัญก็คือเราจะไม่เห็นเด็กชาวเขาลงมาอยู่ตามเมืองใหญ่ หรือมาอยู่กรุงเทพฯ อีกแล้ว เพราะเขาสามารถอยู่ตรงนั้นนั่งโปรเซสกาแฟบนดอย ตอนทีมเราขึ้นไปผมไปดูทั้งหมด 67 ดอยไปนอนกับเขา ชาวเขาที่เป็นคนรุ่นใหม่อายุน้อยๆ 18 ปี 22 ปี มีความสามารถทําโปรเซสกาแฟพิเศษประเภทกิโลละ 3,000-5,000 บาท เต็มไปหมดเลย
โครงการพันธุ์ไทย 100% นี้ถือเป็น First Mover ของเชนร้านกาแฟ การทำธุรกิจใครเห็นโอกาสก่อนคนนั้นชนะ ทุกคนก็บอกว่าเห็นโอกาสเหมือนกัน แต่พันธุ์ไทยเราทําก่อน ใครทําก่อน คนนั้นก็มีโอกาสชนะ”

พิทักษ์ ฉายภาพของพันธุ์ไทยให้ฟังว่าปี 2570 น่าจะนำพันธุ์ไทยเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ตามเป้าหมาย เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ของ Non-Oil
“ในอนาคต PT อาจจะไม่ใช่เป็น Oil Station เราจะเป็น Service Stationที่ทุกคนต้องมองว่าถ้า0tเดินทาง Destination ที่ทุกคนต้องเข้าก็คือปั๊ม PT นอกจากในเรื่องพลังงานที่เข้ากับรถคือน้ำมัน และชาร์จไฟฟ้า จะมีเรื่องชาร์จพลังงานคนด้วย ผมคิดว่าภายใน 2-3 ปี คนที่เข้าปั๊ม PT จะมีภาพจำว่าอร่อย อิ่ม ราคาไม่แพง
ร้านอาหารใน PT เช่น ร้านก๋วยเตี๋ยว เราจะพยายามวางราคา 40 - 50 บาท แต่กินชามเดียวอยู่ เราขอกําไร10 บาทได้มั้ยเพื่อคนไทย ไม่ต้องเป็นก๋วยเตี๋ยวเรือถ้วยละ 20 แต่ขายลูกชิ้นเพิ่ม สุดท้ายหัวนึงเกินร้อยบาท เราขอกําไรน้อยหน่อยได้ไหมเพื่อให้คนไทยอยู่ดีมีสุข จริงๆ คนมีเงินก็เข้ามากินเพราะอร่อย คนทั่วไปก็มากินได้เพราะราคาไม่แพง คือเป็นตัวที่ขายเอากําไรน้อยๆ แต่ดึงทราฟฟิกเข้าปั๊ม”
ปัจจุบัน กลุ่ม PTG มีกลุ่มธุรกิจหลักอยู่ 8 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มธุรกิจจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและธุรกิจค้าปลีก
2. กลุ่มธุรกิจจำหน่ายก๊าซ LPG
3. กลุ่มธุรกิจพลังงานทดแทนและการลงทุน
4. กลุ่มธุรกิจขนส่ง
5. กลุ่มธุรกิจบริหารและจัดการระบบ
6. กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม
7. กลุ่มธุรกิจศูนย์บริการและซ่อมบำรุงรถยนต์
8. กลุ่มธุรกิจบริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money)
“วันนี้เรามี 8 เสาธุรกิจ แต่พอเราเริ่มทำระบบสมาชิก Max Card จนเรามีสมาชิกเป็นสิบๆ ล้านคน เรารวมทุกอย่างเข้าหากัน เราเรียกว่า Max World ตอนนี้เรามีกว่า 20 บริษัท อีกหน่อยมันจะมีเป็น 400-500 บริษัทที่อยู่ในระบบ Max World อยู่ในระบบนิเวศนี้ อนาคตจะมีสมาชิกแอ็กทีฟเป็น 10 ล้านสมาชิก สุดท้ายพาร์ตเนอร์จะเข้ามาหาเราเอง”

ทีมงานอยากให้พิทักษ์วิเคราะห์ถึงตลาดรถยนต์ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากรถสันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า
“เรื่อง EV ผมพูดปีนี้ก็ปีที่ 4 -5 แล้ว อีก10-15 ปี ผมก็ยังพูดแบบนี้ ปีที่แล้ว 1 มกราคม EV มียอดจดทะเบียนประมาณ 70,000 - 80,000 คัน สุดท้าย 31 ธันวาคมเพิ่มเป็น 150,000 คัน ปีนี้ก็ให้อีกประมาณ 100,000 คัน ต้องรอว่าจะเป็น 250,000 คันไหม สิ่งที่เราดูคือมิติของการเปลี่ยนแปลง เราดูอยู่ 2 ปัจจัย ถ้าเร็วเราใช้ฟอร์มูล่า วันเป็นสัญลักษณ์ ถ้าแรงเราใช้สึนามิเป็นสัญลักษณ์ สึนามิคือคลื่นสูงเกิน 10 เมตร ไม่ใช่ 2 เมตร เรือเล็กห้ามออกจากฝั่งเรือใหญ่ออกฝั่งก็ตาย
ฉะนั้นมิติของการเปลี่ยนแปลงของ EV คือเร็ว อีก 5 ปีคือปี 2573 การผลิต 30% ต้องเป็น EV ผมหมายถึงการผลิตไม่ได้บอกมีรถใช้ ส่วนมาเร็วแล้วแรงไหม ตอนนี้ก็ดูเหมือนแผ่วๆ เพราะอะไร เพราะเจอค่ายรถดัมพ์ราคาที 300,000 บาท ถามว่าคนกล้าซื้อไหม บางคนก็รอก่อน”
พิทักษ์ ยังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ทุกวันนี้ตลาดรถ EV ในตลาดรถมือสองถือว่ายังมีน้อยมากๆ หมายความว่าใช้รถไป 5 ปี ราคาขายมือสองไม่มีใครรู้ว่าจะตกไปขนาดไหน เรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่คนซื้อกังวล
“รถ EV ใช้ไป 5 ปี จะขายเต็นท์ยังไงไม่รู้ แล้วมีหั่งเช้งหรือระดับราคาไหม แล้วเศรษฐกิจตอนนี้ ขนาดรถสันดาปยังตาย รถยึดเป็นหลายแสนคัน แล้วมุมของวันนี้ EV ที่มาใหม่ปีนี้ก็เริ่มมีขายรถกระบะ แต่รถกระบะบรรทุกบ้านเราไม่ใช่กระบะ 1 ตัน แต่มันคือกระบะ 4 ตัน เสริมแหนบ โอ้โห 2-3 เดือน เปลี่ยนยางที เพราะว่ายางมันรับไม่ไหว ถามว่า EV บรรทุก 4 ตันไหวไหม แล้วก็วันนี้ต้องชาร์จครึ่งชั่วโมงอย่างเร็วรถขนส่งรอได้ไหม”
พิทักษ์ ยกตัวอย่างว่า การเกิดของ EV จะคล้ายกับโทรศัทพ์มือถือ ซึ่งยุคแรกๆ จะมีราคาแพงมาก เครื่องเริ่มต้นก็หลายหมื่นบาท แต่ตอนนี้เครื่องละไม่ถึง 3,000 บาทก็ใช้งานได้สบายๆ
“วันนี้บางคนชาร์จ 8 ชั่วโมงที่บ้าน ของเราลงเครื่องชาร์จ DC 120 KW วันนี้มีรุ่นใหม่ 160 KW ชาร์จ 30-45 นาทีได้ 80% อีก 2 ปีจะมีเครื่องชาร์จ 5 นาที แต่วิ่งได้ 500 กิโลเมตร แล้วของเก่าเรามีอยู่ทั้งหมด ถ้ารวมทุกค่ายมีกว่า 5,000 จุดชาร์จ เจ๊งหมดนะ เพราะใครจะยอมชาร์จครึ่งชั่วโมง เป็นเราก็อยากจะชาร์จ 5 นาที
สมมติปี 2570 มีรถจดทะเบียน 500,000 คัน ถึงตอนนั้น 200,000 - 300,000 คันเป็นรถ EV ไอ้จุดชาร์จเราต้องก็ต้องเปลี่ยน ที่ลงทุนยังไม่คืนทุนเลยต้องเปลี่ยนอีกแล้ว”

ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ พิทักษ์ กล่าวว่าเป็นความโชคดีที่สัดส่วนการขายของ PT มีตัวเลขการขายน้ำมันเบนซินเพียง 28% ขณะที่คู่แข่งมีสัดส่วนถึง 44% ซึ่งคนที่ซื้อรถ EV ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนจากรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ใช้น้ำมันเบนซิน จึงทำให้ PT ได้รับผลกระทบช้ากว่าคู่แข่ง
“จำนวนสถานีชาร์จตอนนี้เราขยายครบ 200 แล้ว วันนี้พอครบ 200 ต้อง Wait & See เราจะรู้โดยเส้นประสบการณ์คือ 1 สถานีมีรถเข้ามาชาร์จกี่คัน สมมติว่าจุดคุ้มทุนคือ 13 คัน ปีที่แล้วทำได้เฉลี่ย 10 คัน ปีนี้ทำถึง 13 หรือยัง แล้วปีนี้หลังจากผ่านไปครึ่งปี รถที่จองในงานมอเตอร์โชว์ออกมาหรือยัง ออกมาแล้วถ้าเพิ่มเป็น 14-15 คัน พอปลายปีงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป รถออกปีหน้ายอดชาร์จจะขึ้นเป็น 16-17 หรือไม่ การที่จะเพิ่มสถานีชาร์จเราต้องนั่งดูบาลานซ์ดีๆ แล้วถึงตอนนั้นก็ต้องมาดูอีกว่าตกลงแบตเตอรี่ที่ชาร์จ 5 นาที วิ่งได้ 500 กิโลเมตรจะมาถึงเมืองไทยหรือยัง แล้วรถรุ่นนั้นแพงกว่ารถคันปกติหรือไม่ ถ้ารถทั่วไปคันละ 800,000 บาท แต่รถใหม่ 1.2 ล้าน คนจะซื้อไหม แล้วต้องมาดูอีกว่าตลาดรถมือ 2 ขายได้ไหม มีหั่งเช้งหรือไม่ ถ้ายังไม่มีทุกคนกลัวหมด
วันนี้ถามว่าฟันธงได้ไหมก็ยังตอบไม่ได้ แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น Only Paranoid Survive เราต้องประสาทเสียคิดตลอดเวลา ถ้าเป็นอย่างงั้นแล้วจะต้องทํายังไง ถ้าเป็นอย่างงี้เราจะต้องทํายังไง แต่ถึงเวลานั้น ทําไมผมพูดว่าไม่กลัวแล้ว ก็เพราะว่าระบบ Max World เราสมบูรณ์ ตอนนี้มีคนที่ใช้ Max Card 23 ล้านคน มีคนแอ็กทีฟเป็น 10 ล้าน ดังนั้นแม้ EV จะมาเราก็จะทํา EV ต่อ แล้วเราก็จะบอกว่าอีกหน่อยคนไม่ได้เข้ามาเพื่อพลังงานรถ แต่คนจะเข้ามาเพื่อพลังงานคน อย่างที่บอก สถานีเรามีอาหารที่อร่อยอิ่ม ราคาเข้าถึงได้ คําถามก็คือเราจะกังวลอะไร แล้ววันนั้นรายได้จาก Oil อาจจะเหลือแค่ 20-30% เป็น Non-Oil 60-70% แล้วกําไรมากกว่า Oil 2-3 เท่าจบแล้ว”
ช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ทีมงานยิงคำถามกับพิทักษ์ว่ามีอะไรที่อยากทำแล้วยังไม่ได้ทำอีกหรือไม่ ซึ่งคำตอบที่ได้ก็เรียกว่าเหนือความคาดหมาย
“สิ่งหนึ่งที่อยากทํามากๆ เลย อาจจะไม่ใช่ PTG ทำก็ได้ หรือไม่ใช่ผมทำก็ได้ แต่ว่าผมก็ภาวนาว่าขอให้มีโอกาสได้ทํา ก็คือมีโรคๆ หนึ่งที่เราอยากเข้าไปทํา พยายามช่วยเหลือคือโรคไต ทุกวันนี้คนเป็นโรคไตเยอะมาก ตัวเลขโตขึ้นปี 8-10% เมื่อคุณเริ่มฟอกไต คุณจะฟอกไตไปตลอดชีวิต แล้วใน1 อาทิตย์ต้องฟอก 3-4 วัน วันละ 4 ชั่วโมง แล้วก็ไปนั่งเรียงกันเป็นตับๆ นั่งแล้วชีวิตมันก็เศร้า 4 ชั่วโมง
แล้วก็บางคนบินจากภูเก็ต, หาดใหญ่มากรุงเทพฯ เพื่อมาฟอกไต แล้วทําไมไม่ฟอกที่จังหวัดนั้นๆ ผมบอกว่าเป็นไปได้ไหมที่ PT หรือถ้าไม่ใช่ PT ถ้ามีคนหาที่ดินมาให้ผม ผมจะไปสร้างโรงพยาบาลเฉพาะทางฟอกไต ไปสร้างตึกทําเฉพาะฟอกไตเพื่อช่วยเหลือคนเหล่านี้ ผมอยากจะเห็นคนฟอกไตแล้วถ้าใครอยากเล่นเกมก็เล่นนินเทนโดไป ใครดูซีรีส์เกาหลีก็ดูไป มันควรจะฟอกไตด้วยอารมณ์นั้นไหม ไม่ใช่มานั่งนิ่งๆ 4 ชั่วโมง แล้วคนต่างจังหวัดมีค่าเดินทางเพื่อมารักษา มีค่าเดินทางกลับ มันโหดร้าย คนที่พามาก็ต้องรอ 4 ชั่วโมง เราก็สร้างพื้นที่พักในศูนย์ให้ นี่ไม่ใช่เรื่องของการสร้างภาพ แต่สาธุขอให้ได้ทําเถอะ”
