ความสำเร็จของมาสด้า ประเทศไทย ที่สร้างผลงานจนกลายเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของมาสด้า ด้วยอัตราการเติบโตสูงที่สุดของมาสด้าทั่วโลก ทำยอดขายเติบโตจากเดิม 8% ส่วนแบ่งตลาดขยับขึ้นมาเป็น 5.5% เป็นอันดับ 3ในตลาดรถยนต์นั่งรองจาก 2 แบรนด์หลัก ขณะที่สามารถทำยอดขายรวมสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และติด TOP 10 ของมาสด้าทั่วโลก (ยอดขายสูงเป็นอันดับ 8 ส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 2)
สิ่งที่ทำให้มาสด้าประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่เห็นแนวโน้มการเติบโตได้ชัดเจนมาก มาจากการให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่อง โดย BrandAge Online มีโอกาสพูดคุยกัย ธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ถึงกลยุทธ์ที่ทำให้แบรนด์มาสด้าแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นในแบรนด์และมีความพึงพอใจต่อแบรนด์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นำมาสู่การตัดสินใจเลือกซื้อรถจากแบรนด์เป็นอันดับแรก ก่อนจะเลือกรุ่นรถที่เหมาะสมกับความต้องการของตน
“ความต่อเนื่องมีความสำคัญ ทั้งในมิติของการสร้างแบรนด์ และการสื่อสารแบรนด์ รวมทั้งการให้ความสำคัญกับการสร้างอัตลักษณ์ให้กับแบรนด์ เพื่อเข้าไปตอกย้ำในกลุ่มของผู้บริโภคอย่างชัดเจน สังเกตุได้ว่า ที่ผ่านมา มาสด้าไม่ได้เน้นที่จะขายในเรื่องของวัตถุ แต่ต้องการขายในเรื่องของจิตใจ พยายามตอกย้ำเรื่อง Feel The Driveสิ่งที่ทำให้เวลาขับรถยนต์มาสด้าจะสามารถรู้สึกถึงความแตกต่างได้”
อีกหนึ่งสิ่งที่มาสด้าพิสูจน์แล้วคือ พฤติกรรมการเลือกซื้อรถ เส้นทางในการเลือกซื้อของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไป จากการติดตาม Customer Purchase Journey พบว่า การตัดสินใจซื้อรถของลูกค้า ไม่ได้มองที่แบรนด์แมส ไม่ได้ซื้อตามกระแสว่ารุ่นไหนขายดี หรือดูเพียงแค่เรื่องของโปรโมชั่นอีกต่อไป คนซื้อรถเริ่มมองจุดที่ตอบโจทย์ความเป็นตัวตนและไลฟ์สไตล์มากขึ้น เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องของดีไซน์ เริ่มเปรียบเทียบว่า ขับรถแบบไหนจะสะท้อนความเป็นตัวเองออกมาได้ดีที่สุด ขับคันนี้คือเรา ขับคันนี้ไม่ใช่เรา ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นช่องว่างของตลาดรถยนต์มาโดยตลอด แต่ปัจจุบันเริ่มหายไปมากแล้ว ขณะที่เรื่องของโปรโมชั่นมีหน้าที่หลักเพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถออกรถรุ่นที่ต้องการได้ แต่เรื่องของการตัดสินใจซื้อ ต้องเกิดจากความต้องการรถคันที่อยากได้จริงๆ ตอบโจทย์การใช้งานหรือไลฟ์สไตล์ลูกค้าแต่ละรายอย่างแท้จริง”
การที่มาสด้าสามารถติดตาม Journey ที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างใกล้ชิด มาจากการปรับรูปแบบไปโฟกัสที่ Digital Marketing มากขึ้น สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ใช้เวลากับสื่อออนไลน์ และโซเชียลมีเดียมากขึ้น รวมทั้งสามารถเลือกช่องทาง ประเภทของข้อมูล เวลาที่สะดวกในการรับข้อมูลข่าวสารด้วยตัวเอง โดยเฉพาะช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พฤติกรรมต่างๆ ของลูกค้าเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมากและค่อนข้างรวดเร็ว แต่การเฝ้าติดตามพฤติกรรมจะทำให้รู้ว่าช่วงเวลาไหนที่ควรจะพูดคุยกับลูกค้า ควรพูดคุยเรื่องอะไร รวมทั้งรู้ว่ากลุ่มลูกค้าที่เราต้องการพูดคุยด้วยเป็นใคร และทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงกลุ่ม
“มาสด้าถือเป็นแบรนด์เล็กที่ค่อยๆ โต อาจมีความแตกต่างจากแบรนด์แมสที่ทุกคนคุ้นเคยหรือว่ารู้จักดี แต่สิ่งที่มาสด้าจะใช้บอกความเป็นตัวตน และทำให้ผู้มีโอกาสขับขี่รู้สึกได้ถึงความแตกต่าง มาจากการให้ความสำคัญต่อการสร้างความสมบูรณ์ให้แก่ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี ประกอบกับมีกลุ่มลูกค้าที่มีลักษณะเฉพาะมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ให้ความสำคัญกับเรื่องของดีไซน์ที่โดดเด่น แตกต่าง และทันสมัย การสื่อสารหรือทำคอนเทนต์ให้โดนใจ ต้องทำในสิ่งที่เขาอยากดู หรืออยากฟัง ซึ่งมาสด้าพยายามเรียนรู้ในสิ่งเหล่านี้ให้มากที่สุด ขณะที่การใช้สื่อดิจิตอลมีข้อดีที่สามารถรับฟังความรู้สึกที่ลูกค้าแชร์กลับมา รู้ถึงฟีดแบ็คต่างๆ เพื่อปรับปรุงหรือพัฒนาต่อให้ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าได้มากที่สุดทั้งในเรื่องของโปรดักต์ รวมทั้งในส่วนของงานบริการของดีลเลอร์แต่ละแห่งด้วย”
ขณะที่ทิศทางในการขับเคลื่อนของมาสด้าจากนี้ ยังคงมุ่งไปที่การสร้างแบรนด์ให้เกิดความแข็งแกร่งมากขึ้น ประกอบกับสร้างแบรนด์ให้มีความเป็นพรีเมียมมากขึ้นทั้งระบบ ทั้งผลิตภัณฑ์ รูปแบบของศูนย์บริการ ศักยภาพของพนักงาน การบริการด้านการขาย และคุณภาพของการบริการหลังการขาย เพื่อสร้างความพึงพอใจอย่างสูงสุดในทุกมิติ
สำหรับเป้าหมายการเติบโตในประเทศไทย ปีนี้มาสด้าตั้งเป้ายอดขายมากกว่า 5 หมื่นคัน เพิ่มขึ้น 18% โตมากกว่าตลาดที่คาดว่าจะโตราว 5-8% พร้อมขยับส่วนแบ่งตลาดมาแตะที่ 6% ให้ได้ โดย Movement ล่าสุด กับการเปิดตัว New Mazda 3 หนึ่งโปรดักต์เรือธง ที่ว่ากันว่าจะทำให้มาสด้าสามารถครองอันดับ 3 อย่างถาวรในตลาดรถยนต์นั่งแบบไร้คู่แข่ง และขยับเข้าใกล้กับอันดับ 2 ได้มากกว่าเดิมอีกด้วย