ไม่ใช่เรื่องเกินจริง หากจะกล่าวว่า Japan Anime Movie Thailand หรือ JAM เป็นเบอร์หนึ่งวงการ
อนิเมะของไทย เพราะเป็นฟันเฟืองสำคัญ ผู้อยู่เบื้องหลังการทำตลาดอนิเมะญี่ปุ่นมามากกว่า 100 เรื่อง โดยเฉพาะภาพยนตร์ "ดาบพิฆาตอสูร เดอะมูฟวี่ : ศึกรถไฟสู่นิรันดร์" เป็นอนิเมะมูฟวี่เรื่องแรกที่ทำรายได้ในประเทศเกิน 100 ล้านบาท รวมทั้งเป็นทีมการตลาดให้กับ ภาคล่าสุด ดาบพิฆาตอสูร : ปราสาทไร้ขอบเขต ก็ทำรายได้ทะลุ 100 ล้านบาทเช่นเดียวกัน
"หากย้อนกลับไป 10 ปีที่แล้ว ตลาดอนิเมะญี่ปุ่น มันเล็กมาก เพราะมี Target Group เฉพาะกลุ่ม ยิ่งจะไปบอกให้เค้ามาฉายในประเทศไทย เป็นเรื่องที่ยากมาก แต่เราก็ค่อยๆสร้างฐานมาตั้งแต่ปี 2018 JAM ทำตั้งแต่ตลาดที่เล็กมาก และเติบโตมาเรื่อยๆ จากแฟนเพจที่มีอยู่ 4,000 คน ตอนนี้มีอยู่ 300,000 คน เป็นแฟนคลับที่เหนียวแน่นและรักการ์ตูนอนิเมชั่น จริงๆ เวลาเรามีอีเวนต์ มีภาพยนตร์อะไร กลุ่มแฟนคลับเหล่านี้ก็จะคอยเป็นกระบอกเสียงช่วยแชร์ ช่วยโพสต์โปรโมท จนปัจจุบันเราทำยอด box office ทะลุ 100 ล้าน ไปแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากและท้าทายมาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาพยนตร์อนิเมชั่นญี่ปุ่น สามารถทำตลาดในประเทศไทยได้จริงๆ"
คุณกอล์ฟ-พิชชาภา ณรงค์พันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไฟว์ สตาร์ เอเจนซี่ ผู้ริเริ่มโปรเจกต์ Japan Anime Movie Thailand (JAM) บอกเล่าเรื่องราวอย่างออกรสออกชาติ กับความสำเร็จของ JAM ที่กว่าจะมีวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยความที่เทคโนโลยีทพัฒนาต่อเนื่อง ทำให้สามารถเข้าถึงอนิเมะได้ง่ายมากขึ้น สามารถเลือกดูได้หลายแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ไม่ต้องรอลุ้นฉายตามช่องทีวีในช่วงเช้าเหมือนสมัยก่อน เนื่องจากสังคมยังตีตราว่า อนิเมะเป็นคอนเทนต์ของเด็ก แต่จริงๆแล้ว มันไม่ใช่ อนิเมะมันก็มีหลาย Target Group เหมือนกัน มีอนิเมะสำหรับวัยรุ่น , อนิเมะสำหรับคนวัยทำงาน , อนิเมะที่ขายแฟนเซอร์วิส ทั้งบอยเลิฟ , เกิร์ลเลิฟ , อนิเมะการเมืองก็มี เหมือนภาพยนต์ไทยที่มีหลายเซ็กเมนต์ ดังนั้น หากเรารู้วิธีทำตลาด มันจะเติบโตไปได้

ทว่าการทำธุรกิจไลน์เดียว อาจจะไม่ทันกระแสและไม่ตอบโจทย์เทรนด์ในปัจจุบัน เมื่อคุณพิชชาภา ได้รับคำแนะนำจากพาร์ทเนอร์ถึง Business Model การจัดอีเวนต์ และ นิทรรศการ จึงไม่รีรอที่เดิน
ในเส้นทางที่แตกต่าง เพื่อมุ่งสู่โอกาสครั้งสำคัญ
"เมื่อก่อนเราไม่เคยเปิดโลกทรรศน์เลย เราสนใจแต่มูฟวี่อย่างเดียว จนกระทั่งได้รับคำแนะนำจากพาร์ทเนอร์รายหนึ่ง ให้ทำอีเวนต์ต่อยอด จากฐานแฟนคลับในเพจที่เรามีอยู่ 300,000 ราย เค้าพาเราไปดูงาน ดาบพิฆาตอสูร Exhibition และ Junji Ito exhibition ที่ไต้หวัน เราพาทีมงานไปด้วย ทุกคนเข้าไป คือ อะดรีนาลีนพุ่ง มันตื่นเต้นและสนุกมาก เชื่อไหม วันนั้น เราตัดสินใจซื้อ Junji Ito Exhibition เลย เพราะวิถีคนไทยชอบบ้านผีสิง"
คุณกอล์ฟ-พิชชาภา บอกเล่าจุดเริ่มต้นของการจัดนิทรรศการของ JAM ด้วยสีหน้าและแววตาที่เปล่งประกายแห่งความสุขอย่างชัดเจน หลังจากได้ไปสัมผัสกับ Junji Ito Exhibition ด้วยตัวเอง ทำให้ผู้บริหารสาวคนเก่ง ตัดสินใจซื้อนิทรรศการมาจัดแสดงในประเทศไทย ภายใต้ชื่อ "Junji Ito Horror House in Thailand 2023" ณ ศูนย์การค้า เอ็มบีเค เซ็นเตอร์ ชั้น 4 ปรากฎว่าได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม มีผู้เข้าชมนิทรรศการมากกว่า 50,000 ราย ตลอดระยะเวลา 3 เดือน ของการจัดนิทรรศการ สิ่งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ กับก้าวแรกที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
"พอเราประสบความสำเร็จ เราเริ่มเข้าใจวิธีการทำงานมากขึ้น เราคุยกับพาร์ทเนอร์มากขึ้นและศึกษา Business Model จนเกิดเป็นธุรกิจ ป๊อปอัพสโตร์ โดยอนิเมะเรื่องแรกที่เราทำ คือ SPYXFAMILY POP UP STORE รูปแบบกึ่งนิทรรศการ แต่ขนาดเล็กกว่า มีมุมให้ถ่ายรูป มีคาเฟ่ มีสินค้าที่ระลึก ซึ่งกระแสตอบรับดีมาก แฟนๆเอ็นจอยกับการเข้าชมป๊อปอัพสโตร์ โดยเฉพาะ ไอศกรีมที่มี Gimmick เหมือนในอนิเมะ หลังจากนั้น คือเปิดโลก คำว่า ป๊อปอัพสโตร์ และทำต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 2 ทั้ง DETECTIVE CONAN , Frieren , DAN DA DAN ,ดาบพิฆาตอสูร รวมทั้ง Junji Ito Pop Up Store ซึ่งทุกเรื่องล้วนแต่ประสบความสำเร็จ
แต่อีกหนึ่งความภาคภูมิใจคือการจัดนิทรรศการ The Conjuring Universe Tour 2024 ที่มาที่ไป คือเราบังเอิญไปเจอ Exhibition นี้ ที่ไต้หวัน เราก็ซื้อตั๋วเข้าไปปกติ แล้วรู้สึกชอบมาก หัวใจเต้นแรง อะดรีนาลีนพุ่งอีกแล้ว แล้วก็มีโอกาสได้พูดคุยแนะนำตัวว่า เราเป็นผู้จัด Junji Ito มาจากประเทศไทย ได้เข้าไปงานคุณแล้วชอบมาก อยากจะติดต่อให้มาจัดแสดงที่ประเทศไทย เราดีลงานกันนานกว่า 8 เดือน จนกระทั่งได้นำมาจัดแสดงที่ประเทศไทย พร้อมกับได้ร่วมงานกับทีม Warner Bros. ซึ่งกระแสตอบรับดีมาก มันเพิ่มความมั่นใจให้เรามากขึ้น เพราะเราผ่านการทำงานระดับโลกมาแล้ว เราก็ลุยทำ exhibition ต่อเลย ทั้ง Modern Guru ที่เป็นแสง สี เสียง ,DINOLAB BANGKOK 2025 , 100% Doraemon & Friends Tour in Thailand ,Dragon Ball Heroes Rise Asia Tour -Thailand และวนลูปกลับมาที่ Junji Ito Exhibition อีกครั้ง"
สำหรับ Junji Ito Collection Horror House 2025 เป็นนิทรรศการผสมผสาน บ้านผีสิง สุดสมจริง ความพิเศษของปีนี้ คือ การได้รับเกียรติจาก อาจารย์ จุนจิ อิโต้ มาร่วมเปิดงานด้วยตัวเอง พร้อมพบปะแฟนคลับชาวไทยอย่างใกล้ชิดในกิจกรรมพิเศษ "FAN MEETING with Mr. Junji Ito" นอกจากนี้ยังมีการเสริมคาแรกเตอร์ใหม่ของ อาจารย์ จุนจิ อิโต้ เข้ามาในบ้านผีสิง และยังมีสินค้าลิมิเต็ดให้แฟนๆเก็บสะสมเป็นที่ระลึกอีกมากมาย โดยนิทรรศการ Junji Ito เปิดให้แฟนๆได้สัมผัสประสบการณ์ขนหัวลุกกันแล้ว ระหว่างวันที่ 10ตุลาคม 2568 - 5 มกราคม 2569 ที่ MBK Center ชั้น 4 โซน A เวลา 11.00-21.00 น.
ด้วยหลักไมค์ประสบการณ์ที่สะสมมายาวนาน คุณกอล์ฟ-พิชชาภา เธอมองว่าอนิเมะไม่เหมือนธุรกิจทั่วไป ที่เหมือนซื้อของ ขายของ สำหรับธุรกิจอนิเมะ อย่างแรกต้องทำความเข้าใจ IP เข้าใจคาแรกเตอร์การ์ตูน เข้าใจความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ตีโจทย์ให้แตก ประเมินสถานการณ์ ต้นทุนกับรายรับให้สอดคล้องกัน จึงจะอยู่รอดได้ในปัจจุบัน
"ธุรกิจอนิเมะ ไม่ต่างจาก KOL ที่ขายลิปสติก เขารู้ว่าต้องขายลิปสติกให้แฟนคลับเขา เราก็เหมือนกัน เรารู้ว่าตัวการ์ตูนต้องขายใคร ใครจะมาดูเรา ใครจะมางานเรา ถ้าเราทำการบ้านอย่างเต็มที่ เราก็จะไม่อยู่ในความเสี่ยง สิ่งสำคัญคือการประเมิน value ของ IP กับ value ของ Target Group มันต้องสัมพันธ์กัน ซึ่งในปี 2026 เราได้วาง Line Up ตลอดทั้งปีหมดแล้ว ทั้งสเกลเล็ก สเกลใหญ่ โดยเฉพาะ "JAM SPACE" บนพื้นที่ 1,200 ตารางเมตร ชั้น 4 MBK Center ที่เราตั้งใจให้เป็นแลนด์มาร์ค หรือ จุดรวมพลของคนรักอนิเมะ ที่จะมีอีเวนต์ Character IPs ระดับโลก หมุนเวียนมาสร้างสีสันตลอดทั้งปี โดยที่คุณไม่ต้องบินไปถึงญี่ปุ่น อย่างเช่นครั้งนี้ เราได้ทำงานร่วมกับประเทศญี่ปุ่น นำซานริโอ้ ที่เป็นคอลเล็กชั่น Junji Ito มาไทยด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นกระแส sold out ที่ญี่ปุ่น ซึ่งหากคุณไปญี่ปุ่นไปยืนหน้าร้าน อาจจะเข้าไม่ได้ เพราะต้องลงทะเบียนล่วงหน้า แต่วันนี้เราไปซื้อลิขสิทธิ์มาอยู่ที่ประเทศไทย ให้แฟนๆคนไทยได้จับจองเป็นเจ้าของ ซึ่งมันต้องใช้สรรพกำลัง ใช้ความเชื่อใจ เนื่องจากคนญี่ปุ่นทำงานด้วยไม่ได้ง่าย ต้องมี reference ต้องมีคนแนะนำ ต้องมี portfolio ต้องคุยภาษาญี่ปุ่นได้ นี่คือสิ่งที่ JAM พยายามทำเพื่อแฟนๆอนิเมะชาวไทย"
