การแข่งขันที่รุนแรงอันเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซา บวกกับการพัฒนาที่รวดเร็วของเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแฟลตฟอร์ม และ AI ทำให้แบรนด์ต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ วรินทร์ ทินประภา Chief Growth Officer MI GROUP สรุปเทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยีที่ส่งผลกับนักการตลาดในปี 2026 ไว้ดังนี้
Consumer Shifts 2026
1. พร้อมจ่าย ถ้ารู้สึกคุ้ม และมั่นใจ ผู้บริโภคมองหา ความคุ้มค่าไม่ใช่แค่ราคาถูกอย่างเดียว เพราะฉะนั้นเราต้องหา Value ของสินค้าและบริการของเรที่โดดเด่นและสื่อสารออกมา เพราะว่าเมื่อไรก็ตามที่เราแสดงตรงนี้ได้ชัดเจน ทุกกลุ่มพร้อมที่จะจ่ายเมื่อเขารู้สึกว่ามันถูกแล้วก็มั่นใจในแบรนด์
2. Trust ไม่ใช่ภาพลักษณ์ แต่คือ Conversion Driver ความโปร่งใสในทุกกระบวนการส่งผลต่อความไว้วางใจและนำไปสู่การซื้อซ้ำ, ความไม่โปร่งใส เช่น ค่าใช้จ่ายแอบแฝงในการชำระเงิน จะทำให้ผู้บริโภคเลิกซื้อทันที
ความเชื่อที่ว่า Trust จะทำให้แบรนด์ดิ้งของเราแข็งแรงปัจจุบันไม่ได้เป็นอย่างงั้นอีกต่อไป เพราะ Trust ในยุคปัจจุบันสามารถ Drive ไปถึง Conversion ได้
“มีผลวิจัยว่า 96% ของกลุ่มลูกค้าพร้อมที่จะซื้อซ้ำในกรณีที่เขาเห็นว่ากระบวนการการคืนสินค้ามีความชัดเจน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับการกระตุ้นการขายหลัก แต่เรามองเห็นว่าในมิติที่ว่าจริงๆ แล้วรีเทิร์นเรทตอนนี้มีน้อยมาก แต่เปอร์เซ็นต์ที่จะมีโอกาสกลับมาซื้อซ้ำมีสูงขึ้น ถ้าเราชี้แจงชัดเจนตั้งแต่ตอนแรก อีกงานวิจัยนึงระบุว่า 56% ของผู้บริโภค ถ้าเขาหย่อนสินค้าเข้าไปในตะกร้า แต่พอไปถึงขั้นตอนชำระเงินแล้วมีค่าใช้จ่ายแอบแฝง เขากดทิ้งทันที ตรงนี้สื่อให้เห็นว่าจริงๆ แล้วทุกความชัดเจนจะส่งผลในทุกมิติ”
3. ความง่าย ไม่ซับซ้อน คือพลังของการขายยุคใหม่ ยุคนี้ความสนใจของผู้บริโภคถูกแบ่งแยกย่อยกว่าที่เคยมีมา ดังนั้นแบรนด์ต้องสื่อสารสิ่งที่ง่าย ชัดเจน และไม่ซับซ้อน เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ง่ายขึ้น อะไรที่ Grab Attention จะต้องง่ายและชัดเจน

Big Media Shift 20261. Video is the Point of Sale แบรนด์ต้องชนะตั้งแต่ 6 วินาทีแรกที่ดึงดูดไปจนถึงคอนเทนต์ยาวที่สร้างอิทธิพล เพื่อขับเคลื่อนทั้งยอดขายและการตัดสินใจ เพราะฉะนั้นเนี่ยวิดีโอเป็นอะไรที่เราจะต้องให้ความเข้มข้นในการวางแผนนะคะ
2. Streaming Consolidation, New Opportunity For Marketers นักการตลาดต้องปรับจาก Social-First a Total Video Strategy
เรื่องของ Streaming แพลตฟอร์ม ประเทศไทยจะเข้าสู่จุดที่จะเริ่มมีเรื่องของการดูคอนเทนต์แบบพรีเมียมที่ไม่มีโฆษณา เพราะฉะนั้นมันก็จะมีคนที่ไม่ต้องการดูโฆษณายอมจ่าย และส่วนที่ยอมดูโฆษณา ซึ่งเป็นโอกาสใหม่ที่นักการตลาดจะสารถเข้าถึงกลุ่มที่เป็นตัวแพลตฟอร์มที่เป็นในส่วนของ Streaming ไม่ใช่โฟกัสแค่ Social แพลตฟอร์มเท่านั้น
3. From Search to AI-Synthesized Answers ผู้บริโภคถาม AI มากกว่าคลิกค้นหา-แบรนด์ต้องเป็นคำตอบที่ AI เลือกแนะนำ
ปัจจุบันความนิยมในการต้นหาเดินทางมาถึงยุค AI Overview ซึ่งการทำงานของระบบจะคัดเลือกข้อมูลในโลกออนไลน์มาสรุปให้ และพฤติกรรมผู้บริโภคก็พอใจกับระบบ AI Overview เพราะฉะนั้นแบรนด์จำเป็นต้องพยายามที่จะศึกษาและวางกลยุทธ์เพื่อให้ AI Overview เลือกข้อมูลของแบรนด์เข้าไปเป็นคำตอบ

Tech Shift 2026 สิ่งสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีคือ แบรนด์ต้องสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง 3 ส่วน คือ AI, แบรนด์, และมนุษย์
1. AI จะอยู่ใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากขึ้น และกลายเป็นผู้ควบคุมการมองเห็น หรือการนำเสนอข้อมูลบนโลกออนไลน์ ดังนั้นแบรนด์จำเป็นต้องเข้าใจอัลกอริทึมของ AI จะกวาดและคัดเลือกข้อมูลเพื่อนำมาสังเคราะห์เป็นคำตอบ เมื่อผู้บริโภคค้นหา หากแบรนด์ทำโฆษณาดีมากแต่ไม่ได้สื่อสารให้ AI เรียนรู้ AI อาจจะไม่เลือกแบรนด์นั้นขึ้นไปแนะนใน AI Overview, ChatGPT, หรือ Gemini
2. แบรนด์ ยังคงเป็นศูนย์กลางที่ต้องออกแบบกลยุทธ์เพื่อเข้าถึงทั้ง AI และมนุษย์ แบรนด์ที่ต้องการประสบความสำเร็จ จะต้องออกแบบ Journey ที่เข้าใจทั้งมนุษย์ และ AI และสร้างกลยุทธ์การเชื่อมโยงเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการสร้างแบรนด์
3. มนุษย์ หรือผู้บริโภคยังคงเป็นผู้ที่ตัดสินใจซื้อจริง และยังคงต้องการการสร้างความสัมพันธ์, ความเชื่อมั่น, และความผูกพัน ดังนั้นแม้ว่า AI จะควบคุมการมองเห็น แต่แบรนด์ยังต้องทำ Connected Context โดยผสานการทำงานของโลก AI และโลกแห่งความเป็นจริงเข้าด้วยกัน เพื่อสร้าง Engage และ Trust
"เราทำโฆษณาดีมากเลย แต่เราไม่ได้สื่อสารให้ AI ได้เรียนรู้ AI Overview, ChatGPT, หรือ Gemini ก็อาจจะไม่เลือกแบรนด์ เราขึ้นไปแนะนำ เพราะฉะนั้นแบรนด์ที่จะชนะจริงๆ จะต้อง Design Journey ให้เข้าใจมนุษย์และเข้าใจ AI”

The New Commerce Ecosystem3 Layer ที่นักการตลาดต้องเข้าใจ
จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป นักการตลาดจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานร่วมกันของแพลตฟอร์ม คอนเทนต์ และผู้สร้างสรรค์ เพื่อขับเคลื่อนการขาย โดยเลิกมองช่องทางการขายแบบแยกส่วน
โดยบทบาทในแต่ละ Layer มีดังนี้
1. แพลตฟอร์ม บทบาทหลักเป็นตัว ขับเคลื่อนการค้าโดยเฉพาะแพลตฟอร์มโซเชียล ได้พัฒนาตนเองเพื่อส่งเสริมให้เกิดการขายและการเปลี่ยนเป็นการซื้อ
- TikTok เน้นการเป็น Shopper Entertainment โดยสามารถติดตะกร้าสินค้า ทำให้เกิดการปิดการขายจากคอนเทนต์ได้โดยตรง
- YouTube ทำหน้าที่เป็นตัว กระตุ้นความสนใจผ่านวิดีโอรูปแบบสั้นและยาว ก่อนที่จะดึงผู้บริโภคไปปิดการขายบนแพลตฟอร์มอื่นของแบรนด์
- Meta พัฒนาหลังบ้านโดยใช้ Generative AI เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนเป็นการซื้อและเพิ่มประสิทธิภาพ หากใช้ได้อย่างถูกวิธี
- Line ให้บริการ Line MyShop และการสื่อสารแบบ One on One ซึ่งสร้างความน่าเชื่อถือในการซื้อขายกับเจ้าของแบรนด์โดยตรง
2. คอนเทนต์ จะทำหน้าที่เป็นตัวช่วยกระตุ้นการตัดสินใจ โดยนักการตลาดต้องเปลี่ยนวิธีการสร้างคอนเทนต์ให้ทุกคอนเทนต์ที่สื่อสารออกไปจะต้องสามารถ นำไปสู่การตัดสินใจ ของผู้บริโภคได้โดยตรง
3. Influencers และ KOLs จะเป็นเครื่องมือที่สร้างความเชื่อถือและการเปลี่ยนเป็นการซื้อ เนื่องจาก
ผู้บริโภคปัจจุบันต้องการความเชื่อมั่นและคำอธิบาย ซึ่ง Creator และ KOLs สามารถขับเคลื่อนเรื่องนี้ได้ดี
“ทั้ง 3 ส่วนเมื่อทำงานร่วมกัน จะกลายเป็นระบบนิเวศการค้าที่นักการตลาดต้องออกแบบเพื่อสร้างชัยชนะในตลาด”
