ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เราอาจคุ้น ๆ คำว่า Naked Quitting เทรนด์ลาออกโดยไม่ตัดสินใจว่าจะไปทำงานที่ไหนต่อ แม้แต่งานรองรับก็ไม่มี ซึ่งสาเหตุก็หนีไม่พ้นคีย์เวิร์ดเดิม ๆ “งานหนักเกินไป” “แรงกดดันสูง”หรือไม่ก็ “ทำงานสบายเกินไป” จนสัมผัสไม่ได้ถึงเป้าหมายชีวิต
แน่นอนว่าในไทยตอนนี้ เริ่มที่จะเห็นเทรนด์นี้ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่คนรุ่นใหม่ แต่เจนอื่นก็เริ่มตระหนักได้ว่า เงินเดือนที่ได้มาจากการทำงานหนัก ควรจะเป็นเงินที่เราใช้จ่ายได้อย่างมีความสุข ไม่ใช่เอาไปจ่ายค่าพบจิตแพทย์เพราะสงครามประสาทในที่ทำงาน แต่ก็ยังมีกลุ่มคนที่มองว่ากอดงานไว้แน่น ๆ ดีกว่า เพราะการลาออกโดยไม่มีแผนคือความเสี่ยงที่ไม่ควรเสี่ยง
แต่ที่ไม่น่าเชื่อก็คือ เทรนด์ Naked Quitting มาก่อนกาลนานแล้วที่ประเทศจีน ซึ่งเป็นผลพวงจากนโยบายลูกคนเดียวที่มีมาตั้งแต่ปี 1979 (ตอนนี้อนุโลมแล้ว) เท่ากับว่าเด็กคนนั้นแบกรับความหวังจากที่บ้านด้วยตัวคนเดียว จึงไม่แปลกที่ความรู้สึกกดดันจะเพิ่มขึ้นทวีคูณ ตามมาด้วยความโดดเดี่ยวเมื่ออยู่ในที่ทำงานที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน
สรุปคือ “ถ้าพยายามแล้วไม่ได้อะไร งั้นจะทำต่อให้มันเปลืองแรงทำไมล่ะ?” ลาออกมานอนอยู่บ้านให้มันจบ ๆ ดีกว่าไหม?
นี่จึงเป็นที่มาของกลุ่มคนรุ่นใหม่ของจีน ที่เรียกตนเองว่า “Lying Flat” (แปลว่านอนราบ) ชื่อของกลุ่มผู้ใช้ชีวิตอย่างสบาย ๆ ไม่ทะเยอทะยาน และจะลุกขึ้นมาก็ต่อเมื่อรู้สึกว่าต้องออกไปทำงานเพื่อหาเงิน เมื่อประมาณ 3-4 ปีก่อน เคยมีสกู๊ปสัมภาษณ์คนรุ่นใหม่ในจีน ชื่อคุณโจว อายุราว 23 ปี โดยเขาตั้งเป้าหมายว่าจะใช้ชีวิตง่าย ๆ โดยไม่ได้รับแรงกดดันจากครอบครัว
“ตราบใดที่เราไม่ทำผิดกฎหมาย ก็ไม่มีใครมีสิทธิ์มาว่าอะไรพวกเราได้ใช่ไหมล่ะ” คุณโจว กล่าว
วัน ๆ ของคุณโจวก็ดูไม่ปรารถนาสิ่งใดที่เกินเอื้อม ไม่มีอะไรมากไปกว่าการใช้ชีวิตอย่างอิสระ เขาจะออกไปทำงานทุก ๆ 2-3 วัน เพื่อหาเงินมาซื้อข้าวกิน ส่วนงานที่ทำก็เป็นงานรับจ้างทั่วไป เฉลี่ยเดือนละ 4-6 พันบาท และจะเลือกทำในสิ่งที่อยากทำเท่านั้น ถึงรายได้จะต่ำเมื่อเทียบกับคนรุ่นราวคราวเดียวกัน หากเงินก้อนนั้นมันเพียงพอต่อการดำรงชีวิต เท่านี้เขาก็พึงพอใจแล้ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพความเป็นอยู่ของแต่ละคน เพราะถ้าต้องจ่ายค่าเช่าห้องเอง ก็คงทำแบบนี้ไม่ได้แน่ ๆ
อย่างไรก็ตาม แนวคิด Laying Flat ไม่ได้แปลว่าใช้ชีวิตอย่างไร้แบบแผน แต่เป็นการถอนตัวจากการรบที่รู้ว่ายังไงก็ไม่ชนะ การนอนราบจึงกลายเป็นสร้างสันติให้กับตนเองในรูปแบบหนึ่ง แต่สำหรับใครที่มาไกลเกินกว่าจะถอนตัวแล้ว แม้จะอยากออกจากสมรภูมิรบนี่เท่าไหร่ก็กลับไปไม่ทัน ได้แต่ถอดใจเงียบ ๆ ทำให้มันพ้น ๆ วัน เราเรียกมันว่า “Quite Quitting” คือคนที่ตัวยังอยู่ที่ทำงาน แต่ใจลาออกไปแล้วเป็นร้อย ๆ ครั้ง
โดยเฉพาะในโลกของการทำงานยุคนี้ คนที่ตัดสินใจลาออกจริงมักไม่ส่งสัญญาณล่วงหน้า เพียงเดินเข้าไปยื่นใบลาออกแล้วออกมาเก็บของกลับบ้าน ในขณะที่คนที่พูดถึงการลาออกอยู่บ่อยครั้ง กลับเป็นกลุ่มที่ยังไม่จากไปไหน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การตัดสินใจลาออก พวกเขายังคงทำงาน รับเงินเดือน และใช้ชีวิตตามปกติ แต่ได้หยุดทุ่มเทให้กับระบบที่ไม่ตอบแทนความพยายามนั้นอีกต่อไป
ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่อยากไป หรือไร้ซึ่งความกล้า แต่เพราะบนบ่าของแต่ละคนแบก “ต้นทุนชีวิต” ไว้ไม่เท่ากัน สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การตัดสินใจลาออก แต่คือภาวะหมดศรัทธาต่องานที่ทำอยู่ ทว่ายังต้องฝืนกอดงานนั้นไว้ด้วยความจำเป็น เพราะภาระไม่เคยอนุญาตให้เรา Naked Quitting ได้ตามใจชอบ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น โลกของเรายังมีพนักงานที่ต้องผ่อนบ้านพ่วงด้วยค่าเทอมลูก Sandwich Generation ที่ต้องดูแลทั้งพ่อแม่ที่ป่วยและค่าใช้จ่ายรายเดือน หรือแม้แต่คนที่ยังมีหนี้สินก้อนใหญ่ ที่ไม่อาจปล่อยให้รายได้ขาดตอนแม้แต่เดือนเดียว
เมื่อปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นมานานหลายสิบปี คำถามอาจไม่ควรถูกโยนกลับไปที่คนทำงานฝ่ายเดียว ว่าขาดความอดทนหรือไม่พยายามมากพอ แต่ได้เวลาถามกลับไปยังระบบการทำงานว่า ได้ออกแบบพื้นที่ให้ผู้คน “พยายามอย่างมีความหมาย” หรือยัง