เมื่อคำถามคลาสสิกที่ว่า “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” หรือ “ตอนนี้ทำงานอะไรอยู่” อาจไม่สามารถใช้นิยามความมั่นคงในชีวิตได้อีกต่อไป เพราะความผันผวนและเทคโนโลยีสามารถดิสรัปต์ทุกอย่างได้ชั่วข้ามคืน บทความนี้จะพาไปทบทวนตัวเองและหาคำตอบร่วมกันจากงาน งาน AIS PRESENTS WTF Festival into the world of outliers กับ Session “Future You. เราจะเป็นใครในโลกใหม่ที่สุดผันผวน” โดย ดร.สันติธาร เสถียรไทย
[ เมื่อ ‘อาชีพ’ ไม่ใช่คำตอบของคำถามที่ว่า ‘เราคือใคร’ ]
หากย้อนเวลากลับไปในอดีต เมื่อเราถูกถามว่า ‘คุณเป็นใคร?’ คนส่วนใหญ่มักจะตอบด้วยชื่อและตามด้วยหน้าที่การงาน เช่น ‘ฉันเป็นครู’ หรือ ‘ผมเป็นวิศวกร’ อาชีพเปรียบเสมือนป้ายชื่อที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เรียนจบไปจนถึงวัยเกษียณ แต่เมื่อโลกหมุนเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว วิธีที่เราใช้นิยามตัวเองกำลังจะเปลี่ยนไป
คำถามที่สำคัญอาจไม่ใช่การถามว่า ‘เราทำงานอะไร’ แต่เป็นการกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘เราคือใคร’
ตัวตนของเราจะไม่ถูกกำหนดหรือตีกรอบด้วยงานประจำเพียงงานเดียวอีกต่อไป เราไม่ได้เกิดมาเพื่อสวมหมวกใบเดียวไปตลอดชีวิต คน ๆ หนึ่งสามารถมีบทบาทที่หลากหลายพร้อมกันได้ วันจันทร์ถึงศุกร์คุณอาจเป็นพนักงานธนาคาร ตกเย็นคุณอาจเป็นคนทำบัญชีอิสระ และช่วงวันหยุดคุณอาจสวมบทบาทเป็นเจ้าของธุรกิจออนไลน์หรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์
การมีบทบาทที่หลากหลายนี้ไม่เพียงแต่สร้างรายได้จากหลายช่องทาง แต่ยังทำให้ Personal Brand ของเรามีมิติที่น่าสนใจและปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่าเดิม
เมื่อเรามีหลายบทบาทและต้องสร้างแบรนด์ของตัวเองให้โดดเด่นในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูล สิ่งสำคัญที่ต้องระวังคือการหลงลืมความเป็นตัวเอง เราต้องแยกให้ออกระหว่าง ‘แบรนด์’ ที่เราจงใจแสดงออกให้โลกเห็นเพื่อหน้าที่การงาน กับ ‘ตัวตนที่แท้จริง’ ที่อยู่ข้างใน
บางครั้งภาพลักษณ์ที่เราพรีเซนต์ออกไปอาจเต็มไปด้วยพลังงานและความกระตือรือร้น แต่ตัวตนข้างในของเราอาจต้องการความสงบและการพักผ่อน การรักษาสมดุลและรู้ว่าอะไรคือเปลือกนอก อะไรคือแก่นแท้ จะช่วยไม่ให้เราสูญเสียตัวเองไปตามความคาดหวังของสังคม
[ หมดยุคของคำถาม ‘โตขึ้นอยากเป็นอะไร?’ ]
เราคุ้นเคยกับการถามเด็ก ๆ ว่า ‘โตขึ้นอยากเป็นอะไร’ และคาดหวังคำตอบที่เป็นชื่ออาชีพที่มั่นคง ซึ่งในความเป็นจริง โลกอนาคตคือโลกที่อาชีพที่เราคุ้นเคยในวันนี้อาจหายไปหรือถูกแทนที่ด้วย AI และเทคโนโลยีใหม่ ๆ การฝากความฝันและตัวตนไว้กับชื่ออาชีพเพียงอย่างเดียวจึงกลายเป็นความเสี่ยง
ภาพของการทำงานในอนาคตจะไม่ใช่กราฟเส้นตรงที่ค่อย ๆ ไต่เต้าจากพนักงานระดับล่างไปสู่ผู้บริหารระดับสูงอีกต่อไป เพราะคนเราจะทำงานหลายอย่างไปพร้อม ๆ กัน มีวงจรชีวิตการทำงานที่หลากหลาย และมีจุดพีคหลายจุดในแต่ละช่วงชีวิต บางช่วงคุณอาจประสบความสำเร็จสุด ๆ ในธุรกิจหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนผ่านไปเรียนรู้และเติบโตในอีกสายงานหนึ่งอย่างสิ้นเชิง
โลกอนาคตจึงไม่ใช่โลกของคนที่ยึดติดกับตำแหน่งหน้าที่ แต่เป็นโลกของคนที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าตัวตนของฉันมีคุณค่ามากกว่าแค่งานที่ฉันทำ
[ ยุคแห่งทักษะ และการลงทุน 3 รูปแบบ ]
ปัจจุบันโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า Skill Economy อย่างเต็มตัว ยุคนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณทำอาชีพอะไรอีกต่อไป แต่จะอยู่ที่ว่า ‘คุณมีทักษะอะไรติดตัวบ้าง’ เพราะเมื่อโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง ทักษะเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่สุดที่ทำให้คุณสามารถปรับตัวและเปลี่ยนงานได้ทันท่วงที เปรียบเทียบรูปแบบของการลงทุนออกเป็น 3 ประเภท
1. นม เปรียบเป็นความรู้ที่มีประโยชน์และจำเป็นต้องใช้ แต่มี ‘วันหมดอายุ’ และจะอยู่กับเราได้ไม่นานตัวอย่างที่เช่น การเรียนรู้วิธีใช้แพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป แพลตฟอร์มเหล่านั้นก็จะถูกอัปเดตและเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ความรู้เดิมที่เราเคยมีก็จะหมดอายุลงและใช้ไม่ได้อีกต่อไป เหมือนกับนมที่บูดและหมดอายุตามกาลเวลา
2. วอสกี้ เปรียบเป็นทักษะที่ตรงกันข้ามกับนม เพราะยิ่งใช้เวลาบ่มเพาะมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี และจะอยู่ติดตัวเราไปได้ยาวนานทักษะกลุ่มนี้เช่น ความอดทน การทำงานเป็นทีม หรือการมีน้ำใจนักกีฬา สิ่งสำคัญคือทักษะประเภทนี้ไม่สามารถเรียนลัดได้ ไม่สามารถเก่งขึ้นได้ชั่วข้ามคืน ต้องอาศัยการฝึกฝนและลงมือปฏิบัติจริงเท่านั้น
3. น้ำเปล่า เปรียบเป็นทักษะของการทำความเข้าใจ Self-Awareness หรือการรู้จักตนเอง คือการต้องรู้ว่ากิจกรรมแบบไหนที่เราทำแล้วมีความสุข และอะไรคือสิ่งที่เป็นกำลังใจให้เราเดินหน้าต่อ ซึ่งการจะรู้จักตัวเองได้อย่างถ่องแท้นั้น เราต้องอาศัยคนรอบข้างที่ดีและจริงใจเพื่อให้เป็นกระจกสะท้อนตัวตน และคอยตักเตือนไม่ให้เราหลงลืมตัวตนที่แท้จริงไปนั่นเอง
[ หยุดพักเพื่อแยกแยะและฟังเสียงหัวใจตัวเอง ]
วันนี้ที่ทุกอย่างหมุนไปอย่างรวดเร็ว เรามักถูกค่านิยมของสังคมผลักดันให้ต้องเร่งรีบใช้ชีวิตและแข่งขันกับคนรอบข้างอยู่ตลอดเวลา การใช้ชีวิตด้วยความเร็วเช่นนี้ เปรียบได้กับการเหยียบคันเร่งขับรถบนทางด่วน ซึ่งจริงอยู่ที่มันอาจพาเราพุ่งทะยานไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วทันใจ แต่มันก็แฝงมาด้วยความเสี่ยงสูงที่เราจะขับเลยจุดเลี้ยวที่สำคัญในชีวิต
เราจึงต้องมีการชะลอความเร็ว (Slowing Down) เพราะเมื่อเราอนุญาตให้ตัวเองได้เหยียบเบรกและชะลอความเร็วลงบ้าง เราจะเริ่มมองเห็นมิติอื่น ๆ ของชีวิตที่เคยถูกมองข้าม การลดความเร็วไม่ใช่อาการของคนพ่ายแพ้ แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้มองสองข้างทาง ได้มีจังหวะหยุดพักเพื่อทบทวนตัวตน
[ เสียงของตัวเอง VS เสียงของสังคม ]
ปัญหาหนึ่งของการใช้ชีวิตท่ามกลางความวุ่นวายคือการมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความคาดหวังดังอยู่ตลอดเวลา จนทำให้เราสับสนและแยกแยะได้ยากว่าเสียงไหนคือ ‘ความต้องการที่แท้จริงของเรา’ และเสียงไหนคือ ‘สิ่งที่สังคมบอกให้เราเป็น’ ในช่วงแรก เราอาจจะแยกสองเสียงนี้ไม่ออกเลยด้วยซ้ำ และมักจะต้องใช้เวลาผ่านไปสักระยะเพื่อมองย้อนกลับมา จึงจะตระหนักได้ว่าที่ผ่านมาเราวิ่งตามเสียงของใครอยู่
สำหรับวิธีคัดกรองเสียงในหัว เพื่อไม่ให้เราหลงทางไปกับเสียงที่บั่นทอนจิตใจนั่นคือการเลือกฟังเฉพาะเสียงที่ทำให้เรามีพลัง เพราะเมื่อไหร่ที่มีเสียงดังขึ้นมาในความคิด ให้ลองตั้งคำถามว่า เสียงนี้ทำให้เราเข้มแข็งขึ้นไหม? ทำให้เราเป็นคนที่อ่อนโยนต่อโลกมากขึ้นหรือเปล่า? หากคำตอบคือใช่ นั่นคือเสียงที่เราควรเก็บไว้เป็นเข็มทิศชีวิต กลับกันหากเสียงไหนฟังแล้วรู้สึก Toxic บั่นทอนกำลังใจ ทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเอง หรือหล่อหลอมให้เรากลายเป็นคนที่ใจร้ายขึ้นก็อย่าเก็บเสียงนั้นมาใส่ใจ และปล่อยให้มันผ่านไปเหมือนลมที่พัดนอกหน้าต่างรถก็พอ
[ การรักษาสมดุลระหว่าง ‘ความฝัน’ กับ ‘ความเป็นจริง’ ]
การใช้ชีวิตและการทำงาน สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือการหาจุดสมดุลระหว่างสิ่งที่เราอยากทำกับสิ่งที่เราต้องทำ โดยมีประโยคหนึ่งที่น่าสนใจคือ “อย่าเอาแต่ฝัน จนลืมโลกความเป็นจริง และอย่าเอาแต่อยู่ในโลกความเป็นจริงจนลืมฝัน” เพราะบางช่วงเวลาของชีวิต เรามีความจำเป็นที่จะต้องอยู่กับโลกของความเป็นจริงให้ได้ นั่นหมายความว่า บางครั้งเราอาจจะต้องยอมอดทนทำงานในสิ่งที่ตนเองไม่ได้ชอบหรือไม่ได้หลงใหลนัก เพียงเพื่อการหาเลี้ยงชีพและดูแลตัวเองให้รอด
ดังนั้น การทำงานที่ไม่ได้ชอบนั้นไม่ได้หมายความว่าเราต้องทิ้งความฝันไปตลอดกาล แต่การอดทนเหล่านั้นมีเป้าหมายที่ชัดเจนซ่อนอยู่ นั่นคือการทำเพื่อสะสมทุน และสะสมทักษะ เมื่อเราทำงานจนถึงจุดหนึ่งที่ทุนและทักษะมีมากพอสมควรแล้ว เมื่อนั้นเราจะเริ่มมีอิสระและมีศักยภาพในการก้าวออกไปทำตามความฝันได้มากขึ้นกว่าเดิม
นอกจากการสะสมทุนแล้ว อีกหนึ่งวิธีในการรักษาสมดุลคือการมีอาชีพหรือมีช่องทางรายได้หลายทางไปพร้อม ๆ กัน เช่น การทำงานประจำไปด้วยและทำคอนเทนต์ควบคู่ไปด้วย การทำเช่นนี้เปรียบเหมือนการกระจายความเสี่ยง เพราะหากวันหนึ่งสิ่งที่ลองลงมือทำเกิดล้มเหลวหรือไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เราก็จะยังมีงานประจำรองรับชีวิตของเราอยู่นั่นเอง
[ การเตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับโลกอนาคต ]
สำหรับคำแนะนำที่ฝากถึงคนรุ่นใหม่ในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคต สิ่งแรกคือขอให้ใจเย็น ๆ เพราะเส้นทางชีวิตของคนเรานั้นไม่ได้เป็นเส้นตรงเสมอไป
หลายคนอาจมองว่าความสำเร็จเป็นเรื่องของดวง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ‘ความโชคดี’ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อการเตรียมพร้อมที่เพียงพอเดินทางมาเจอกับ ‘โอกาส’
ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องหมั่นเรียนรู้และเตรียมตัวเองให้พร้อมอยู่เสมอ เปรียบเสมือนคนที่เตรียมตัวรอคลื่น หากวันไหนที่คลื่นแห่งโอกาสพัดมาถึง เราก็จะมีความพร้อมที่จะคว้าและขี่คลื่นลูกนั้นได้ทันที นอกจากนี้การฝึกให้ตัวเองมีมุมมองเชิงบวก จะช่วยให้เราเปิดรับและมองเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ในจุดที่คนอื่นอาจมองไม่เห็นก็ได้
[ 3 ขั้นตอนการเตรียมตัวสู่ตัวตนในโลกใบใหม่ ]
1. รู้จักโลก เราต้องคอยติดตามและทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลกใหม่ โดยเฉพาะในมิติที่สำคัญอย่างเรื่องของเทคโนโลยี AI, ทิศทางของภูมิรัฐศาสตร์โลก และเรื่องของสุขภาพ
2. รู้จักตัวเองและคนรอบข้าง กลับมาสำรวจตัวเองว่าเรามีความถนัดในเรื่องใด ชอบอะไร และต้องแยกแยะให้ได้ว่ากิจกรรมหรือสิ่งไหนที่คอยให้พลังงานกับเรา และสิ่งไหนที่สูบพลังงานของเราไป
3. สร้างจินตนาการ เมื่อทำความเข้าใจโลกและเข้าใจตัวเองแล้ว ให้ลองนึกภาพจินตนาการดูว่า ‘เราอยากเป็นใครในโลกใบใหม่นี้’ จากนั้นให้ค่อย ๆ วางแผนเพื่อออกเดินทางจากจุดที่เราอยู่ในปัจจุบัน ไปสู่เป้าหมายที่เราวาดเอาไว้