ในปี 2559 ที่ผ่านมา ตลาดโรงภาพยนตร์ของบ้านเรา มีมูลค่าตลาดประมาณ 7,000 ล้านบาท ในจำนวนนั้นเป็นรายได้ของกลุ่มเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ประมาณ 5,000 ล้านบาท การเป็นผู้นำตลาดที่มีส่วนแบ่งในมือค่อนข้างมากนี้ ทำให้กลุ่มเมเจอร์ ต้องเข้ามาทำหน้าที่ในการเซตเทรนด์ใหม่ๆ ให้กับตลาดนี้
ทิศทางของตลาดโรงภาพยนตร์ของบ้านเราจะมุ่งไปทางไหน ซึ่ง วิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) มีมุมมองที่น่าสนใจถึง 6 เทรนด์ของตลาดโรงภาพยนตร์ของบ้านเรา โดยเทรนด์ทั้ง 6 นี้ จะเข้ามามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดในช่วง 4 – 5 ปีถัดจากนี้ไป ลองมาดูกันว่า เทรนด์เหล่านั้นมีอะไรบ้าง
1.การทรานสฟอร์มจากยุคอะนาล็อกมาสู่ดิจิตอลใช้เวลาค่อนข้างนาน แต่การก้าวข้ามจากดิจิตอลมาสู่เทคโนโลยีการฉายแบบเลเซอร์ที่ให้ความคมชัดมากกว่ากลับใช้ระยะเวลาไม่นานนัก ซึ่งเทคโนโลยีเลเซอร์นี้ จะเข้ามาตอบโจทย์ Movies Experience ของผู้ชมได้เป็นอย่างดี และจะเป็นตัวช่วยทำให้ความบันเทิงในโรงภาพยนตร์ยังคงเหนือกว่าความบันเทิงในบ้าน ล่าสุดเมเจอร์เปิดตัว “ระบบเลเซอร์ โปรเจ็กเตอร์” ครั้งแรกของเมืองไทย โดยนำระบบฉายพิเศษนี้มาฉายที่โรงภาพยนตร์สยามภาวลัย รอยัล แกรนด์ เธียเตอร์ ชั้น 6 พารากอน ซีนีเพล็กซ์
2.โอกาสในการเติบโตของตลาดในบ้านเรายังคงมีอีกมาก เพราะหากมองเข้ามาที่ตัวเลขประชากรต่อโรงภาพยนตร์แล้วจะพบว่าตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่คนไทย 1 ล้านคนต่อ 15 โรง เทียบกับเกาหลีที่เป็น Benchmark ของบ้านเราแล้ว ยังห่างกันมาก เพราะที่เกาหลีจะมีตัวเลข 1 ล้านคน ต่อ 50 โรง มีจำนวนโรงหนังทั้งหมดกว่า 2,000 โรง ซึ่งบ้านเราน่าจะขยับตัวเลขไปได้ถึง 2,000 โรง ภายใน 3 – 5 ปี จากปัจจุบันที่มีอยู่กว่า 1,000 โรง
3.เทรนด์การเติบโตของโรงภาพยนตร์จากนี้จะอยู่ที่ต่างจังหวัดและประเทศในกลุ่มเออีซี กลุ่มเมเจอร์เองมีการปรับโมเดลในการทำธุรกิจด้วยการขยายโรงภาพยนตร์ออกไปกับโมเดิร์นเทรดทั้งบิ๊กซีและเทสโก้ โลตัส พร้อมปรับโมเดลเป็นโรงขนาดไม่ใหญ่ประมาณ 150 ที่นั่ง และมีจำนวนไม่มากนักเฉลี่ยแค่ 2 – 3 โรง ทำให้สามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็วเข้าไปในจังหวัดเล็กๆ รวมถึงระดับอำเภอขนาดใหญ่ โดยปัจจุบันเมเจอร์มีจำนวนโรงประมาณ 70 – 80 โรง และจะเพิ่มขึ้นอีก 70 – 80 โรงในปีนี้
4.เทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นตัวช่วยชั้นดีในการขยายตลาดออกไปยังต่างจังหวด การที่สามารถฉายหนังผ่านออนไลน์ได้ ทำให้สามารถเลือกหนังฉายได้ตรงกับความต้องการของตลาด เพราะบางครั้งหนังใหญ่ๆ ที่คิดว่าน่าจะไปได้ดี กลับไม่ได้รับการตอบรับจากคนต่างจังหวัด เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
5.เอเชียเป็น Growth Area ที่เติบโตดีมาก ผู้สร้างภาพยนตร์จากฮอลลีวู้ดให้ความสำคัญ โดยเฉพาะตลาดจีน และอินเดีย ที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ โดยในจีนมีโรงภาพยนตร์มากถึง 40,000 โรง ขณะที่ตลาดญี่ปุ่น และเกาหลีก็มีศักยภาพการเติบโตที่ดีเช่นกัน
6. ปี 2560 จะเป็นปีทองของตลาดโรงภาพยนตร์ของบ้านเรา เพราะมีหนังฟอร์มใหญ่จากฮอลลีวู้ดจ่อคิวเข้ามาหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นทรานสฟอร์มเมอร์ ไพเรท ออฟ เดอะแคริบเบียน ฯลฯ ซึ่งจะเข้ามาช่วยทำให้ตลาดเติบโตเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 15%
กราฟิก