(จากซ้าย) ธัญญภัทร์ สัจจาลักษณ์, ธีระทัศน์ รังสิวรโรจน์ และวรพล เพ็งสุวรรณ
โดยในโรงแรมจะมีห้องพักที่ใช้สินค้าของเรสเทียร์ทั้งหมด 7 ห้อง เพื่อให้ลูกค้าได้ใช้บริการ อีกทั้งลูกค้าของโรงแรมห้องอื่นๆ สามารถลงทะเบียนขอยืมหมอนของเรสเทียร์ไปทดลองที่ห้องเองได้อีกด้วย
“การที่เรานำสินค้าไปวางขายในห้างเฉยๆ ลูกค้าได้ลองนอน 2-3 นาที คงไม่ได้สัมผัสอะไรมาก เราจึงต้องใช้วิธีที่ต่างไปจากเดิม โดยการเปิดสโตร์ เปิดโชว์รูม เพื่อให้ลูกค้าได้ทดลองใช้จริงๆ ซึ่งทำให้ลูกค้าเกิดประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์มากยิ่งขึ้น”
แน่นอนว่า การวางตำแหน่งตัวเองอยู่ในตลาดพรีเมียม คุณภาพสินค้าจึงเป็นอันดับแรกที่ต้องคำนึงถึง ซึ่ง เรสเทียร์ ได้ยึดหลักการผลิตสินค้าที่มีมาตรฐาน จากน้ำยางคุณภาพระดับหัวกะทิเป็นสำคัญ โดยจับกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพของการนอนหลับพักผ่อน มีความต้องการผลิตภัณฑ์เครื่องนอนที่มีคุณภาพในระดับพรีเมียม ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่มีกำลังซื้อสูง
ธีระทัศน์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันภาพรวมตลาดเครื่องนอนและที่นอนในประเทศไทยมีมูลค่ามากกว่า 1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น ตลาดระดับกลางถึงบนประมาณ 4,000 ล้านบาท และตลาดล่างมากกว่า 6,000 ล้านบาท การแข่งขันของตลาดค่อนข้างสูง ทั้งด้านคุณภาพ ราคา ส่งผลให้ตลาดที่นอนเติบโต 20% ต่อปี
ในส่วนของ เรสเทียร์ สามารถทำรายได้ในตลาดจีนกว่า 900 ล้านบาทในช่วงที่ผ่านมา พร้อมตั้งเป้าปีแรกของทำตลาดในไทย มีรายได้ที่ 50 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 200 ล้านบาท ในอีก3 ปีข้างหน้า ซึ่งมาจากสินค้าที่นอน 50% เครื่องนอน 25% และผ้าปูที่นอน 25%
นอกจากนี้ อีกเป้าหมายสำคัญของ เรสเทียร์ คือ การขึ้นเป็นเอเชียแบรนด์ให้ได้ เพื่อทำให้แบรนด์ไปถึงเป้าหมายสูงสุด เรสเทียร์ ได้ดึงแฟชั่นไอคอนคนดังของเมืองไทยอย่าง “ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต” และศิลปินไอดอลเกาหลีสัญชาติไทยอย่าง “แบมแบม กันต์พิมุกต์ ภูวกุล” จากวง GOT7 มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ให้มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
“ชมพู่ มีความเป็น Luxury สูงมาก ส่วนแบมแบม ก็มีความเป็น International ซึ่งสะท้อนความเป็นแบรนด์ เรสเทียร์ เป็นอย่างมากเพราะเราต้องการทำแบรนด์ในไทยในแบบ Luxury+International” ธีระทัศน์ กล่าวปิดท้าย