ขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบัน มีลูกค้าใช้ K PLUS 8.4-8.5 ล้านราย โดยธนาคารตั้งเป้าเพิ่มเป็น 10.8 ล้านราย ภายในสิ้นปี 2561 กระนั้น อัตราการเพิ่มเริ่มลดลง ทำให้ธนาคารต้องหาวิธีการ เพื่อให้มีลูกค้าใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ว่า ธนาคารมีลูกค้า 14 ล้านราย แต่มีผู้ดาวน์โหลด K PLUS ใช้เพียง 8 ล้านราย นอกจากเป็นเพราะลูกค้าจำนวนหนึ่งคุ้นชินกับการทำธุรกรรม คือ การไปสาขาแบบเดิมๆ ไม่คุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีแล้ว แสดงว่า ธนาคารอาจต้องใช้โปรโมชั่นดึงดูดใจมากกว่าเดิม ที่จะให้ลูกค้ามาใช้แอพพลิเคชั่น
ขัตติยา ให้ข้อมูลว่า วิธีการที่ใช้ยึดโยงกับเป้าหมายหลัก คือ ทำให้ชีวิตลูกค้าดีขึ้น ง่ายขึ้น
วิธีที่ทำก่อนหน้านี้ คือ จับมือกับองค์กรธุรกิจเจ้าของสินค้าและบริการที่มีฐานลูกค้าจำนวนมาก เช่น ปตท.
พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ให้ข้อมูลเมื่อครั้งแถลงเรื่องการนำนวัตกรรมการชำระเงินด้วย QR Code Payment มาใช้ในร้านค้าปลีกของ ปตท. ว่า ไม่ได้เน้นเรื่องการขาย หรือให้ลูกค้าใช้สินค้าและบริการของธนาคารก่อน โดยโครงการนี้ เริ่มนำร่องด้วยระบบรับชำระเงินที่พัฒนาเทคโนโลยี QR Code ให้เชื่อมต่อกับเครื่อง EDC ที่เชื่อมโยงระบบการขาย (Point of Sales: POS) ทำให้ลูกค้าที่มาใช้บริการ ชำระเงินค่าสินค้า หรือบริการผ่านโมบายแบงกิ้งได้ทุกธนาคาร โดยเริ่มใช้งานได้ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งแต่ต้นไตรมาส 2 ปี 2561 และจะขยายผลทั่วประเทศให้แล้วเสร็จในกลางปี 2561
“ธนาคารอยากสร้างประสบการณ์ใหม่ในการซื้อสินค้าและบริการที่ง่ายดายให้กับผู้บริโภค เพิ่มความสะดวก และความมั่นใจ ด้วย Dynamic QR Code เพียงสแกนก็ชำระเงินได้ทันที ไม่ต้องใช้เงินสด ไม่ต้องระบุจำนวนเงินเอง หมดกังวลเรื่องจำนวนเงินไม่ตรงตามจริง อีกทั้งยังใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ฟรีไม่มีค่าธรรมเนียม”
มีการร่วมพัฒนา PTT e-Wallet เพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการชำระค่าสินค้าและบริการ โดยธนาคารนำความเชี่ยวชาญจากการพัฒนา K PLUS มาเป็นแนวทางวางโครงสร้างให้ใช้งานง่ายและปลอดภัย ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงบริการต่าง ๆ ของ ปตท. ได้ครบถ้วน
เชื่อมต่อเทคโนโลยีให้ลูกค้าที่ใช้แอพ K PLUS สมัครใช้งาน PTT e-Wallet ได้ง่าย ๆ ด้วยการยืนยันตัวตน (KYC) สามารถโอนเงินเข้าวอลเล็ตได้ทันที สร้างระบบการเก็บข้อมูลที่ช่วยรองรับการทำธุรกรรมจำนวนมาก ภายใต้ความปลอดภัยระดับโลก รวมถึงออกแบบระบบให้ API เชื่อมต่อกับพันธมิตรอื่นๆ เพิ่มโอกาสการสร้างสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ รวมถึงการเปิดโอกาสให้ร้านค้าอื่น ๆ ภายในสถานีบริการ รวมถึงชุมชนมีส่วนร่วมในการนำสินค้าเข้ามาจำหน่าย และชำระค่าสินค้าผ่านวอลเล็ตได้ในอนาคต
วิธีการเพิ่มลูกค้าล่าสุด เป็นการจับมือสถาบันอุดมศึกษา โดยธนาคารเสนอตัวเข้าไปพัฒนาเครื่องมือและแอพพลิเคชั่นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักศึกษายุคดิจิทัล กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
พัฒนาการซึ่งจะเกิดขึ้น และคล้ายคลึงกันของทั้ง 2 สถาบัน คือ พัฒนาระบบให้มหาวิทยาลัยเปลี่ยนเป็นสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ผ่านการเปิดบัญชี และดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น K PLUS ไม่ว่าจะเป็นการชำระเงินด้วย QR Code ภายในศูนย์อาหาร ร้านค้าในบริเวณรอบมหาวิทยาลัย
การทำบัตรประจำตัวนักศึกษาแบบ “Smart Student ID Card” ซึ่งมีทั้งแบบ Physical Card ที่เป็นทั้งบัตรเดบิตและบัตรผ่านเข้าออกอาคาร และบัตรดิจิทัลแบบ Virtual Student ID Card ที่ช่วยให้นักศึกษาไม่ต้องพกบัตรนักศึกษาอีกต่อไป
ข้อมูลในบัตรถูกเชื่อมโยงกับแอพพลิเคชั่นที่มีฟังก์ชั่นหลากหลาย ตอบโจทย์สิ่งที่เป็น Pain Point ของนิสิต นักศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการลงทะเบียนเรียน และชำระค่าเทอมผ่านแอพพลิเคชั่นได้ทุกที่ทุกเวลา มีระบบแจ้งเตือนตารางเรียนและตารางสอบ ติดต่อสำนักทะเบียนเพื่อขอออกใบแสดงผลการศึกษา (Transcript)
ระบุและค้นหาสถานที่สำคัญต่างๆ ในมหาวิทยาลัยโดยใช้ Location-Based Technology ทราบประกาศหรือข่าวประชาสัมพันธ์ได้รวดเร็วด้วยฟังก์ชั่นการแจ้งเตือนข่าวสาร
สำหรับ 2 สถาบัน ความร่วมมือข้างต้น รองรับนักศึกษาและบุคลากรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประมาณ 50,000 คน มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประมาณ 20,000 คน ทั้งนี้ ขัตติยา เพิ่มเติมว่า ธนาคารกำลังติดต่อกับสถาบันการศึกษาอีกประมาณ 2-3 แห่ง และคาดว่าภายในสิ้นปี จะมีลูกค้าเพิ่มจากความร่วมมือแบบนี้รวมประมาณ 100,000 คน ในอนาคตยังจะขยายไปสู่ธุรกิจที่มีลูกค้าใช้บริการเป็นประจำ เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต Grocery การซื้อขายออนไลน์ มากขึ้น