ด้าน ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร เลขาธิการมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กล่าวว่า โครงการ Doi Tung Plus, the Social Enterprise Store เปรียบได้กับการยอมรับและหนุนเสริมซึ่งกันของกลุ่ม SE ในประเทศ และยังแสดงให้เห็นถึงการร่วมมือผนึกกำลังเพื่อสื่อสารทำความเข้าใจให้รู้ถึงวัตถุประสงค์ที่ต้องการพัฒนาสังคมไทยให้ดีขึ้นด้วยระบบธุรกิจเพื่อสังคม ขณะเดียวกันเป็นสร้างความตระหนักและพัฒนาตัวผู้บริโภคที่จะทำให้การเลือกซื้อของในครั้งถัดไปของพวกเขาไม่ใช่แค่การจ่ายเงินซื้อวัตถุ แต่การซื้อนั้นสามารถช่วยขับเคลื่อนสังคมได้
“สิ่งที่ดอยตุงกำลังทำ สอดคล้องกับแนวคิดและเจตนาของอภัยภูเบศรที่ต้องการใช้ภูมิปัญญา ใช้วัตถุดิบชีวภาพที่มีอยู่ในประเทศให้เกิดประโยชน์ต่อคนไทย เพื่อลดการใช้ยาแผนปัจจุบันจากต่างประเทศ และหวังสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกส่วนที่เกี่ยวข้องในกระบวนการดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ เกษตรกรผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ ระบบธุรกิจ และผู้บริโภค แต่เรื่องนี้จะขับเคลื่อนได้ไกลและประสบผลสำเร็จอย่างยั่งยืนสร้างสังคมที่มั่นคงแข็งแรงได้ ต้องนำเอานวัตกรรม ระบบธุรกิจ และการบริหารจัดการ ที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมเข้ามาจับซึ่งโครงการ Doi Tung Plus, the Social Enterprise Storeตอบโจทย์ในการพัฒนาธุรกิจเพื่อสังคมเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศ”ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ระบุ
ขณะที่ อามีเนาะห์ หะยีมะแซผู้จัดการศูนย์ธุรกิจเพื่อสังคมวานีตา กล่าวว่า การได้เข้าร่วมโครงการ Doi Tung Plus, the Social Enterprise Storeนับเป็นโอกาสที่ดีที่วานีตาจะได้พัฒนาองค์ความรู้การเป็นธุรกิจเพื่อสังคมในมิติต่างๆ ให้มีศักยภาพมากขึ้นโดยเฉพาะในด้านการพัฒนาไอเดียที่จะช่วยต่อยอดการผลิตสินค้าอุปโภคและบริโภคของสมาชิก ซึ่งเป็นกลุ่มแม่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์รุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ จ.ปัตตานี จ.ยะลา และ จ.นราธิวาส รวมถึง 4 อำเภอ ใน จ.สงขลา รวม 58 กลุ่มมีสมาชิกกว่า 1,100 คน ได้ตรงใจผู้ซื้อมากขึ้น ขณะที่การได้ร่วมออกบูธจำหน่ายสินค้ากับดอยตุงและธุรกิจเพื่อสังคมอื่นๆ ยังเปรียบเสมือนการเปิดประตูให้สังคมรู้จักกลุ่มวานีตามากขึ้น ว่าเรากำลังทำอะไร และสิ่งที่ทำอยู่นั้นสามารถช่วยแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้อย่างไร
“ธุรกิจเพื่อสังคมที่ทางกลุ่มทำอยู่และกำลังจะจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนในเร็วๆ นี้ ช่วยแก้ปัญหาในพื้นที่ได้จริง ทั้งในแง่การบรรเทาความเจ็บปวดทางจิตใจของผู้สูญเสีย รวมถึงการสร้างรายได้ให้แต่ละครัวเรือน โดยเฉพาะชาวบ้านในพื้นที่ชานเมืองหรือในพื้นที่ห่างไกลที่มีรายได้จากการกรีดยางเพียงอย่างเดียว จนไม่สามารถซื้อข้าวสารเพื่อประทังชีวิตได้ แต่เมื่อเข้าร่วมกลุ่มวานีตาก็สามารถนำองค์ความรู้ของกลุ่มไปพัฒนาอาชีพของตัวเองจนมีชีวิตที่ดีขึ้น”ผู้จัดการศูนย์ธุรกิจเพื่อสังคมวานีตากล่าว