ยอดขายที่เติบโตขึ้นนี้ สามารถ-ไอโมบาย สร้างแรงขับเคลื่อนจาก 3 ทาง
หนึ่ง โปรดักต์ ซึ่งเน้นลูกเล่นของ Multimedia Phone
สอง การมีบริการ Content อยู่ในมือ ไม่ว่าจะเป็น Bug 1113, 1900, การเปิดบริษัทเบรนซอร์ส, การให้ดาวน์โหลด Content และ Application จากเว็บไซต์ bug2mobile, บริการ i-link เป็นต้น
และสาม ยุทธศาสตร์เชิงรุกกับ Channel Distribution และ Service
ด้วยการที่สามารถทำกำไรได้ดีกว่าการขายมือถืออินเตอร์แบรนด์ ทำให้ไอ – บาย มีงบสำหรับการอัดในเรื่องของเทรดโปรโมชั่น เพื่อกระตุ้นให้ตัวแทนจำหน่ายผลักดันสินค้าให้เต็มที่
อย่างไรก็ตาม เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนแปลงไป การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดทั้งจากในฟากของตัวมือถือ และโอเปอเรเตอร์เอง ที่พยายามจะทำทั้งการตรึงลูกค้าเก่าไม่ให้เปลี่ยนค่าย และการดึงลูกค้าใหม่ๆ รวมถึงการขยายฐานการใช้มือถือสมาร์ทโฟนไปสู่ผู้ใช้ในระดับรากหญ้ามากขึ้น
ตรงนี้เอง ทำให้เกิดการร่วมมือระหว่างโอเปอเรเตอร์กับบรรดาแบรนด์มือถือชั้นนำ เพื่อออฟเฟอร์ในสิ่งที่ลูกค้าปฏิเสธไม่ได้ โดยเฉพาะการลดราคาสินค้าให้สามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น โดยมีเงื่อนไขของการใช้บริการตามระยะเวลาที่กำหนด แถมมีการทำเรื่องของเงินผ่อน ทำให้การเข้าถึงมือถือสมาร์ทโฟนแบรนด์ดังที่มีภาพลักษณ์ค่อนข้างดีเป็นเรื่องง่ายขึ้น
เช่นเดียวกับประเด็นในเรื่องของความหลากหลายของแบรนด์มือถือที่ยกทัพเข้ามาบุกตลาดไทย พร้อมทั้งนำเสนอโปรดักต์ไลน์ ครอบคลุมตั้งแต่ตลาดพรีเมียม ราคา 15,000 บาท ขึ้นไป – ระดับกลาง ราคา 5,000 – 15,000 บาท และระดับล่าง ราคาต่ำกว่า 5,000 บาท บางแบรนด์เล่นราคาต่ำกว่า 3,000 บาทลงมา ทำให้สถานการณ์ของไอ – โมบาย ไม่สู้จะดีนัก
เปรียบเสมือนกับการเจอแรงบีบจากการแข่งขันที่รุมเข้ามาแบบไม่มีช่องว่างให้หายใจ เมื่อรวมเข้ากับภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เป็นใจทำให้กำลังซื้อในกลุ่มรากหญ้าหายไป ส่งผลต่อยอดขายของไอ – โมบายแบบเต็มๆ ในท้ายที่สุด สามารถคอร์ปอเรชั่น จึงตัดสินใจยุติการทำตลาดไอ – โมบาย ในปี 2560 ที่ผ่านมา ปิดตำนานมือถือเฮ้าส์แบรนด์ที่เคยได้รับความนิยมในช่วง 10 ปีก่อนหน้า
เป็นอีก 1 บทเรียนการตลาดที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฏจักรการตลาดที่มีทั้งขึ้น และลง......