“คนส่วนมากซื้อกองทุนปลายปี แต่จะราคาแพง ดังนั้นถ้าซื้อตั้งแต่ต้นปี หรือกลางปี ก็จะได้ราคาดีกว่า ซึ่งเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ เราจะบอก เพื่อให้ผู้ใช้มีวิธีการเข้าซื้อสินค้าประหยัดทางภาษีที่ได้ต้นทุนที่ถูกกว่า แต่เราจะแนะนำว่าให้ซื้อเฉลี่ย นอกจากนี้ iTAX ยังเป็นแหล่งข้อมูลอัพเดท เพราะอย่าลืมว่านโยบายด้านภาษีของรัฐบาลเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ผู้ใช้ควรที่จะต้องรู้เท่าทัน หรือบางครั้งต้องคำนวณว่าอะไรเหมาะสมกับตัวเอง ยกตัวอย่าง การซื้อประกันชีวิต ทุกคนสามารถหาได้จากกูเกิลก็รู้ว่าซื้อได้ไม่เกิน 1 แสนบาท แต่ถามว่าจำเป็นไหมที่ต้องซื้อถึง 1 แสนบาท ซึ่ง iTAX จะแนะนำว่า ควรจะซื้อเท่าไหร่ โดยคำนวณจากฐานรายได้ สิทธิ และการเสียภาษี”
ปัจจุบัน iTAX มีตัวเลขการใช้งานแอ็กทีฟเฉลี่ยอยู่ที่ 1 แสนคนต่อเดือน และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะเพิ่มเป็น 3-5 แสนคนต่อเดือน หรือคิดเป็นการเติบโต 2 เท่า ซึ่งหลังจากเข้าถึงกลุ่มคนในระดับแมสแล้ว ดร.ธรรม์ธีร์ มีแผนที่จะเข้าไปเจาะลูกค้ากลุ่ม HR ของบริษัทองค์กรต่างๆ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมวางแผนภาษีให้กับพนักงานองค์กร
นอกจากนี้ยังวางแผนจัดงาน iTAX Marketplace เป็นเอกซโปทางด้านภาษีเป็นครั้งแรก โดยสร้างจุดต่างจากเอกซโปการเงินทั่วไปตรงที่ เป็นงานการเงินที่มีความเป็นไลฟ์สไตล์ เจาะกลุ่มคนที่ต้องจ่ายภาษีให้มาที่งานนี้โดยเฉพาะ
“สาเหตุที่เราจัดงานนี้ขึ้นมา เพราะตามหลักทฤษฎีการเงินแล้วถือว่า เรื่องการวางแผนทางภาษีเป็นหนึ่งในการวางแผนทางการเงินอย่างหนึ่ง ผมจึงคิดว่าน่าจะมีฐานลูกค้าเยอะ เพราะทุกคนต้องจ่ายภาษี แต่ไม่ใช่ทุกคนที่สนใจทางการเงิน แต่ถ้าใครที่ลงทุน ก็ต้องคิดถึงเรื่องการวางแผน หน้าที่ของเราน่าจะช่วยสื่อสารคนในโลกการเงินกับคนในโลกแมส เลยจัดงานนี้”
ขณะเดียวกันเมื่อ iTAX เริ่มเป็นที่รู้จักในระดับหนึ่ง ดร.ธรรม์ธีร์ จึงมีแผนขยายขอบเขต จากการวางแผนภาษี ไปยังการวางแผนทางการเงินประเภทอื่นด้วย เช่น การลงทุน เงินออม การบริหารหนี้ และบริหารความเสี่ยงในชีวิต โดยกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาแอพพลิเคชั่นตัวใหม่ภายใต้แบรนด์ Wealthcare
“เราวางแผนการทำงานระยาวภายในองค์กรว่าจะเป็นผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นที่มีความเชี่ยวชาญด้าน FinTech โดยเฉพาะ จึงคาดว่าจะมีแอพพลิเคชั่นในทำนองนี้เปิดตัวสู่ตลาดเรื่อยๆ ถือเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้มีประโยชน์กับสิ่งที่เรามีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว อย่างผมเชี่ยวด้านการเงิน ภาษี เราก็เอาเทคโนโลยีเข้ามา เพื่อให้คนทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”
แต่ในฐานะสตาร์ทอัพนั้น การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดมาก็ต้องเผชิญกับความท้าทายเช่นกัน
“เพราะเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สตาร์ทอัพทุกคนที่เข้าวงการนี้จะต้องมีความตั้งใจในการติดตาม และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ขณะเดียวกัน ดีมานด์ของลูกค้าก็วิ่งไปเร็วมาก และระหว่างทางก็จะมีโซลูชั่นที่เข้ามาทดแทนรวดเร็วมากเช่นกัน เพราะสนามนี้เป็นการแข่งขันพร้อมกันทั่วทั้งโลก เวลาเข้า App Store ก็เห็นแอพพลิเคชั่นอื่นจากทุกประเทศแล้ว ฉะนั้นผู้พัฒนาต้องรู้จริงในเรื่องนั้น แล้วสามารถตอบสนองและมอบประสบการณ์การใช้งานได้ดีที่สุด นี่คือความท้าทายของการเป็นสตาร์ทอัพ ทีนี้จะเราจะ Success ได้ยังไง เราก็ต้องเข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริง ต้องฟังลูกค้า เข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง และนำมาพัฒนาปรับปรุง ตอนนี้ความต้องการของลูกค้าไดนามิคมาก คนที่ทำงานตรงนี้ต้องวิ่งตลอดเวลา เพราะไม่มีกฎเกณฑ์อะไรที่ตายตัว”