ซูซูกิ จัดว่าเป็นค่ายรถยนต์ที่มีผลการดำเนินงานน่าจับตามองมากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดรถยนต์ส่วนบุคคลแม้จะรุนแรงแค่ไหน แต่ New Comer อย่าง “ซูซูกิ” ที่เข้าตลาดมาได้เพียง 6 ปี ก็มีอัตราการเติบโตที่เพิ่มมากขึ้นทุกปีจนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำรถยนต์ Eco Car ล่าสุดซูซูกิมีการเติบโตของยอดขายรถยนต์ Eco Car ปี 2560 ที่ 13% และปีนี้คาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 30% นับเป็นเป้าตัวเลขที่ไม่ธรรมดา นอกจากนี้จำนวนผู้จำหน่ายรถยนต์ของซูซูกิก็เพิ่มมากขึ้นทุกปีเช่นกัน โดยล่าสุดมีจำนวนโชว์รูมมากถึง 120 แห่ง และภายในปีนี้จะเพิ่มเป็น 130 แห่งทั่วประเทศ
แน่นอนว่าการเติบโตดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ หากแต่เกิดการใช้ลูกค้าเป็นศูนย์กลางซึ่งไม่เพียงแต่ใช้เป็นแนวทางเพื่อพัฒนาสินค้าให้ตอบสนองกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเท่านั้น ซูซูกิยังยึดหลักการนี้มาสู่การให้บริการเพื่อที่จะมอบประสบการณ์แบบ Beyond Expectation ให้กับลูกค้า
คุณวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทคำนึงเสมอว่าปริมาณการขายรถไม่เพียงแต่ต้องสัมพันธ์กับจำนวนโชว์รูมที่เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังต้องไปคู่ขนานไปกับคุณภาพการให้บริการของผู้จำหน่าย ซึ่งจากการที่ บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2555 พบว่าคุณภาพการให้บริการของซูซูกิดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับคะแนนความพึงพอใจด้านบริการงานขายสูงเป็นอันดับ 4 ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 จากผลสำรวจการศึกษาวิจัยดัชนีด้านบริการงานขายของกลุ่มรถยนต์ แบรนด์ยอดนิยมในประเทศไทยของ เจ.ดี. พาวเวอร์ เอเชียแปซิฟิก
“ผลการสำรวจนี้พิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า แม้เราจะเป็น New Comer แต่เราสามารถยืนหยัดอยู่ในอันดับ 4 ของการให้บริการที่สร้างความพึงพอใจให้กับผู้บริโภคในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมติดต่อกันถึง 2 ปีซ้อน ผมคิดว่าความสำเร็จนี้มาจากการที่เรามอบนโยบายไปยังผู้จำหน่ายรถยนต์ตั้งแต่แรกโดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้จำหน่ายที่เข้าถึงลูกค้าโดยตรง ผ่านกิจกรรม CRM และ CSR เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโชว์รูมและลูกค้าได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น”
อย่างไรก็ดีการเติบโตต่อไปในอนาคต ซูซูกิไม่ได้มองแต่เพียงด้านปริมาณ แต่ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพของจำนวนผู้จำหน่ายใหม่ที่เพิ่มขึ้น อย่างน้อยเพื่อรักษาระดับคุณภาพการให้บริการ หรือพัฒนาลำดับของผลการสำรวจนี้ให้ขึ้นไปเรื่อยๆ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ซูซูกิ จัดให้มีกิจกรรม Suzuki Best Dealer Award เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้จำหน่ายแต่ละบริษัทได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในการพัฒนา การสร้างความพึงพอใจสูงสุดกับลูกค้า เพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานในทุกด้านของผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิ
คุณวัลลภ กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่ 2 ของกิจกรรม Suzuki Best Dealer Award และแต่ละปีจะมีหัวข้อการแข่งขันที่แตกต่างกันไป โดยปีที่แล้วเป็นหัวข้อการพัฒนางานขาย แต่ปีนี้บริษัทเล็งเห็นพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป จึงต้องการพัฒนาให้ผู้จำหน่ายมอบประสบการณ์การบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าภายใต้หัวข้อ “การสร้างฐานลูกค้าที่ยั่งยืน บนพื้นฐานความพึงพอใจสูงสุดในธุรกิจซูซูกิ”
“การเติบโตอย่างยั่งยืนได้ต้อง Back to Basic คือ กลับมาทำพื้นฐานให้แข็งแรงก่อน หลังจากที่เรามีโชว์รูมครอบคลุมทั่วประเทศแล้ว อะไรที่เป็นพื้นฐานที่แข็งแรง แน่นอนมันคือการให้บริการซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อ
การทำให้ผู้จำหน่ายมีความเสมอต้นเสมอปลายในการให้บริการจะสร้างความรู้สึกให้ลูกค้าเชื่อมั่นว่าจะสามารถดูแลเขาตลอดไป เพราะธุรกิจรถยนต์เป็นธุรกิจระยะยาว ดังนั้นความพึงพอใจต้องเกิดจาก Customer Experience ตั้งแต่ก้าวแรกที่ลูกค้าเดินเข้ามาในโชว์รูม”
สำหรับวิธีการคัดเลือกผู้ที่ผ่านเข้ารอบนั้นจะใช้มาตรฐานในการวัดคุณภาพผู้จำหน่ายที่เรียกว่า Balanced Scorecard โดยการนำพารามิเตอร์ต่างๆ ที่ชี้วัดความสำเร็จของผู้จำหน่ายแต่ละบริษัทใน 4 แผนกหลัก ได้แก่ ฝ่ายขาย ฝ่ายบริการ ฝ่ายอะไหล่ และฝ่ายการเงิน ประกอบกับค่าความพึงพอใจจากลูกค้าที่สำรวจโดย เจ.ดี. พาวเวอร์ เอเชียแปซิฟิก ทุกๆ 6 เดือน อีกทั้งคำนึงถึงคุณภาพพนักงานขาย จำนวนสินค้าในโชว์รูม คุณภาพช่าง ปริมาณอะไหล่ในสต๊อกให้เพียงพอกับการบริการลูกค้า การควบคุมกระแสเงินสด และการบริหารโชว์รูมให้มีประสิทธิภาพในการชำระเงิน เป็นต้น หากผู้จำหน่ายบริษัทใดได้คะแนน Balanced Score-card ตามเกณฑ์ที่กำหนดก็จะผ่านเข้ารอบ ซึ่งปีนี้มีผู้จำหน่ายเข้ารอบมากถึง 21 แห่งจาก 120 แห่ง จากนั้นผู้ที่ผ่านการคัดเลือกก็จะได้เข้ามาแสดงวิสัยทัศน์เพื่อคัดเลือกให้เป็นผู้จำหน่ายที่มีคะแนนสูงสุด 10 แห่ง
“โดยปกติแล้ว ผู้จำหน่ายที่ได้มาตรฐานตาม Balanced Scorecard ที่เรากำหนดจะถือว่าเป็นผู้จำหน่ายที่มีคุณภาพการให้บริการดีอยู่แล้ว แต่เราต้องการที่จะพัฒนาการบริการเพิ่มขึ้นไปให้เหนือกว่ามาตรฐาน เป็นเหตุผลที่เราคัดเลือกผู้จำหน่ายที่มีคะแนนสูงสุด 10 แห่ง โดยแบ่งเป็นผู้จำหน่ายที่มีวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาการบริการ มีกระบวนการปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีการมองถึงแผนในอนาคตได้ดีที่สุดจะได้รับการคัดเลือกเป็นผู้จำหน่ายยอดเยี่ยมระดับ Best of the Best จำนวน 1 แห่ง และอีก 9 แห่งจะได้เป็นผู้จำหน่ายยอดเยี่ยม ระดับ Platinum”
จากการจัดกิจกรรม Best Dealer Awardเป็นปีที่ 2 คุณวัลลภ ให้มุมมองว่ากิจกรรมนี้มีส่วนกระตุ้นให้ผู้จำหน่ายพัฒนาตัวเองมากขึ้นอย่างมีนัยะ ดังจะเห็นได้จากผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเพิ่มเป็น 21 แห่ง จากปีที่แล้ว 15 แห่ง นอกจากนี้จากความตั้งใจในการแสดงวิสัยทัศน์ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสุข และความภูมิใจในงานที่ตัวเองทำ ซึ่งจะกลายเป็แรงผลักดันให้ผู้จำหน่ายนั้นๆ ประสบความสำเร็จในอนาคต
“การเติบโตขององค์กรก็เหมือนกับการสร้างบ้านหลังหนึ่ง ผมเชื่อว่าถ้าเราสร้างพื้นฐานที่มั่นคงบ้านก็จะแข็งแรง เช่นเดียวกันหากเราให้บริการดูแลลูกค้าอย่างดี ตัวเลขยอดขายจะตามมาเอง นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เราวางกิจกรรม Suzuki Best Dealer Award เป็นโครงการระยะยาว เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับซูซูกิ นอกเหนือจากความแตกต่างผ่านด้านสินค้าที่ได้รับการยอมรับในตลาด”