ทางด้านของสมาร์ทโฟนสัญชาติจีนอย่าง Mi จากค่าย Xiaomi ก็มีความคิดไม่ต่างกัน
คุณจอห์น เฉิน ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เสียวหมี่ เล่าถึงแผนการทำตลาดครึ่งปีหลังว่า
“เราต้องการเดินหน้าสร้างการรับรู้ของแบรนด์ให้มากขึ้น โดยจากนี้ไปเราจะเริ่มทำการตลาดบนรถไฟฟ้าบีทีเอส เอ็มอาร์ที โฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ จัดโรดโชว์เพิ่มขึ้น จากเดิมที่เคยทำเพียงออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง ส่วนการใช้พรีเซ็นเตอร์นั้น เรามองว่าตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะทำ จากกรณีศึกษาของแบรนด์อื่นๆ ในประเทศจีน การจะใช้ พรีเซ็นเตอร์นั้น ต้องขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยแรกทำธุรกิจมาแล้ว 6-7 ปี และปัจจัยที่สอง คือ มีส่วนแบ่งตลาดเกิน 10% ซึ่ง Xiaomi เอง ยังคงเชื่อว่าคนรุ่นใหม่จะต้องเลือกสมาร์ทโฟนที่คุ้มค่าราคาและทรงประสิทธิภาพ”
สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Xiaomi Mi8 จึงถูกอัดแน่นมาด้วยสเปกเครื่องที่ทรงประสิทธิภาพ ในราคาเอื้อมถึงได้ง่าย มีจุดขายอยู่ที่กล้องคู่อัจฉริยะ Dual AI Camera ซึ่งได้รับการการันตีผลการทดสอบจาก DxOMark ผู้ให้คะแนนเรื่องคุณภาพกล้องและเลนส์ที่โด่งดังและนิยมอย่างมากจากสมาร์ทโฟนแบรนด์ดังหลากหลายรุ่น
ข้อมูลดังกล่าว แสดงให้เห็นได้ชัดว่า การมีพรีเซ็นเตอร์หรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องสำคัญในการสื่อสารการตลาดอีกต่อไป สำคัญที่สุด คือ สินค้าต้องมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะขายตัวเองได้
เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว แบรนด์จึงต้องทำงานหนักมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้าน R&D ที่ต้องสร้างสรรค์งานคุณภาพและมีอินโนเวชั่นใหม่ๆ ออกมาเสมอ อีกทั้งนักการตลาดเอง ก็ต้องคิดอย่างมีอินโนเวชั่น ปรับเปลี่ยนวิธีการเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคให้มากยิ่งขึ้น
โลกยุคปัจจุบัน ที่แบรนด์ไม่ได้แข่งขันกันด้วยวิธีการ แต่แข่งขันกันด้วยนวัตกรรม ฟังก์ชั่น และคุณภาพแบบนี้ นับว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะต่อจากนี้ไป ผู้บริโภคอย่างเราๆ จะได้รับแต่สินค้าและบริการที่ดี มีคุณภาพ
อย่างไรก็ตาม ความเชื่อเกี่ยวกับการใช้พรีเซ็นเตอร์ดังที่กล่าวมานี้ อาจจะไม่ได้ใช้ได้เสมอไป เพราะปัจจุบันหลายแบรนด์ยังคงให้ความสำคัญกับการใช้พรีเซ็นเตอร์อยู่ แน่นอนว่าวิธีการและความคิดของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน ไม่มีถูก ไม่มีผิด ซึ่งก็ต้องแล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละคนด้วยว่าจะเลือกใช้วิธีใด