รวมถึงการศึกษาทั้งพฤติกรรมของผู้บริโภคและของตัวร้านค้าเองเพื่อที่จะหา “โซลูชั่น” ที่ลงตัวในการทำการ ตลาดผ่านช่องทางดังกล่าว ที่แม้ลูกค้าจะใช้เงินเฉลี่ยในการซื้อต่อวันแค่ 23 เปโซหรือ 2.14 ดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อมองถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคแล้ว กลับพบว่า มีการเข้าไปซื้อของผ่านร้านค้าขนาดเล็กค่อนข้างจะถี่กว่า เพราะเข้าไปใช้บริการเกือบทุกวัน และเมื่อรวมตัวเลขทั้งปีแล้วจะมีมูลค่าสูงถึง 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐทีเดียว พีแอนด์จีจึงต้องให้ความสำคัญกับ “หน้าด่าน” ในการเข้าถึงผู้บริโภคระดับรากหญ้านี้อย่างเต็มที่
เฉกเช่นเดียวกับการทำตลาดในทั่วโลก พีแอนด์จี มีการส่งพนักงานเข้าไปเยี่ยมรานค้าในความถี่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง มีการเข้าไปให้ความแนะนำในการดิสเพลย์สินค้าที่สะดวกต่อการหยิบของลูกค้า รวมถึงการชักจูงใจให้ร้านค้าจัดเรียงสินค้าของพีแอนด์จีมากขึ้น ผ่านการเปรียบเทียบให้เห็นถึงผลกำไรที่มากกว่าจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นหลังจากการจัดเรียงสินค้าของพีแอนด์จี โดยพีแอนด์จีมีการกระตุ้นผ่านแคมเปญ “โกลเด้น สโตร์” ดึงเอาร้านค้าที่ร่วมรายการที่มีการจัดเรียงสินค้าของพีแอนด์จีในมุมเดียวกันมากกว่า 40 รายการ ซึ่งพีแอนด์จีจะมีโปรโมชั่นพิเศษให้สำหรับร้านค้าที่ร่วมรายการดังกล่าว
นั่นคือ การทำผ่านกลยุทธ์ Push Strategy ส่วนในแง่ของการ Pull Out สินค้าออกจากร้านนั้น พีแอนด์จีก็ทำแบบครบวงจรเช่นกันทั้งในเรื่องของราคา Sizing ที่เข้ากับพฤติกรรมการใช้ของผู้บริโภคแต่ละพื้นที่ และการทำในเรื่องของแบรนด์ ที่สร้างแรงบันดาลใจในเรื่องของ Emotional ผ่านการสื่อสารการตลาดโดยเฉพาะกลยุทธ์ที่ใช้ตัว “เซเลบ” หรือเหล่าบรรดาคนดังเข้ามาเป็นตัวสร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งพีแอนด์จีใช้ได้ผลมาแล้วในหลายประเทศทั่วโลก
อย่างในประเทศจีน แม้แบรนด์เฮดแอนด์โชว์เดอร์ รีจอยส์ และยาสีฟัน เครสท์ จะดูเป็นสินค้าระดับพรีเมียม แต่ด้วยกลยุทธ์ของการวางราคาแบบสมเหตุสมผล ทำให้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มลูกค้าระดับฐานล่างของประเทศจีน ซึ่งสิ่งที่พีแอนด์จีพยายามทำในประเทศจีนจะออกมาคล้ายกับที่เม็กซิโก นั่นคือ การขยายเครือข่ายการจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมร้านค้าขนาดเล็กให้มากที่สุด เพื่อรองรับกับความต้องการที่มีมากขึ้น
สำหรับในประเทศไทยก็เช่นกัน นโยบายการขยายฐานสู่ตลาดรากหญ้าของพีแอนด์จีมีออกมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลังมานี้ โดยเฉพาะกับการรุกที่มีเรื่องของภาวะเศรษฐกิจมาเป็นหนึ่งในแรงผลักดันที่สำคัญ พีแอนด์จี ทำออกมาค่อนข้างจะรุนแรง มีการใช้กลยุทธ์ด้านราคาเพื่อขยายฐานการใช้สินค้าในหมวดแฮร์แคร์กับแบรนด์แพนทีนและเฮดแอนด์โชว์เดอร์ ซึ่งเป็นแบรนด์ระดับพรีเมียม รวมถึงแบรนด์โอเลย์ที่เป็นสินค้าในหมวดสกินแคร์
ถือเป็นการขยายการใช้สินค้าของพีแอนด์จีไปสู่มือผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มที่เดิมไม่สามารถเข้ามาใช้ได้เนื่องจากติดปัญหาเรื่องราคาที่ยังสูงอยู่ การใช้กลยุทธ์ราคาที่สมเหตุสมผลนี้ จะทำให้การดึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ เข้ามาทดลองใช้สินค้าทำได้ง่ายขึ้น โดยมีการปรับราคาของแชมพูแพนทีน ขนาดไซส์ 90 มล.ไซส์ที่ใช้เจาะร้านค้าประเภทคอนวีเนียนสโตร์ มินิมาร์ท และโชวห่วยทั่วไป จากเดิมที่ขายในราคา 29 บาท ลดลงเหลือ 20 บาท ซึ่งแพนทีน ขนาดดังกล่าวก็เคยลดราคาลงจาก 36 บาท เหลือ 29 บาท
ถ้ามองตามรูปเกมแล้ว การปรับราคาในครั้งนั้น นอกจากจะเป็นการใช้สีสันด้านราคาเข้ามาเล่นกับผู้บริโภคในช่วงเศรษฐกิจขาลง เพื่อนำเสนอในเรื่องของความคุ้มค่าคุ้มราคากับกลุ่มรากหญ้าในช่องทางทั้งคอนวีเนียนสโตร์ และร้านโชวห่วยแล้ว ในครั้งนั้นยังเป็นการดันแพนทีนที่เป็นแชมพูพรีเมียมแบบยกพอร์ตให้มีราคาเขยิบเข้ามาใกล้เคียงกับแชมพูในตลาดแมสที่ซันซิล แชมพูแบรนด์ดังของคู่แข่งสำคัญอย่างยูนิลีเวอร์ ครองความเป็นผู้นำตลาดอยู่