ปัจจุบันผู้คนหันมาให้ความใส่ใจกับเรื่องของการออมและการลงทุนเพื่อวางแผนการเงินในชีวิตมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศไทยที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ Ageing Society โดยค่าเฉลี่ยอายุของคนปัจจุบันมากขึ้นเนื่องจากปัจจัยทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าขึ้น รวมทั้งเทรนด์การรักษาสุขภาพที่ทำให้คนมีสุขภาพดีและอายุยืนยาวขึ้น การวางแผนการเงินล่วงหน้าจะทำให้ทุกช่วงชีวิตที่กำลังจะมาถึงนั้นดำเนินไปอย่างไร้ความกังวล
ด้านภาครัฐได้มีออกกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือ Thailand Future Fund (TFFIF) ซึ่งเป็นกองทุนรวมประเภทหนึ่งที่รัฐบาลจะจัดตั้งขึ้นเพื่อระดมเงินทุนจากภาคเอกชนทั้งสถาบันและรายย่อยเพื่อใช้เป็นแหล่งเงินทุนในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งคาดว่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีและมีประชาชนสนใจเป็นจำนวนมาก
ด้านธนาคารจึงต้องมีการปรับตัวและแข่งขันกันออกผลิตภัณฑ์เพื่อมาตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในเรื่องของการออมและการลงทุนอย่างคึกคัก คุณวุฒิชัย กมลสันติสุข รักษาการผู้ช่วยสายงานผลิตภัณฑ์และการตลาด ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Bank ให้ทัศนะที่น่าสนใจไว้ว่าเมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น ในขณะที่คนมีชีวิตยืนยาวกว่าที่ผ่านมา การวางแผนการเงินจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามได้เพื่อป้องกันไม่ให้เงินของเราหมดก่อนที่เราจะเสียชีวิต
“เรามองว่าการวางแผนออมเงินเพื่ออนาคตเป็นการสร้างหลักประกันพร้อมกับการสร้างความมั่งคั่ง เพราะไม่ว่าจะเป็นการวางแผนในระยะสั้นหรือระยะยาวควรมีการตั้งเป้าหมายและจัดสรรเงินออมนี้อย่างชัดเจน เพื่อใช้ในยามเกษียณอายุและส่งต่อความมั่งคั่งในรูปแบบมรดกให้กับรุ่นลูกต่อไป
LH Bank ได้ออกผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายเพื่อตอบโจทย์ให้ลูกค้าสามารถเลือกลงทุน เช่น ประกันชีวิต ประกันสะสมทรัพย์ หรือการลงทุนในกองทุนหรือหุ้นที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าเงินฝาก ถึงแม้ว่าเงินฝากจะได้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าการลงทุนประเภทอื่นแต่ข้อดีของเงินฝากคือมีความเสี่ยงต่ำ อีกทั้งมีพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก โดยสถาบันคุ้มครองเงินฝาก หรือ DPA ที่มีการกำหนดวงเงินการคุ้มครองเงินฝากปัจจุบันอยู่ที่ 15 ล้านบาทต่อรายผู้ฝากต่อสถาบันการเงิน ทำให้การเลือกผลิตภัณฑ์เงินฝากเป็นการออมเพื่ออนาคตที่เหมาะกับลูกค้าที่ต้องการสภาพคล่องทางการเงินและรับความเสี่ยงได้ต่ำ หรือผู้ที่อยู่ในวัยเกษียญอายุ”
สำหรับผลิตภัณฑ์ด้านเงินฝาก ของ LH Bank จะให้ผลตอบแทนหรืออัตราดอกเบี้ยสูงเมื่อเทียบกับในตลาด ซึ่งแต่ละผลิตภัณฑ์นั้นจะมีคุณสมบัติที่โดดเด่นแตกต่างกันออกไป เช่น ประเภทเงินฝากออมทรัพย์ที่มีคุณสมบัติโดดเด่นกว่าที่อื่นคือ บัญชีเงินฝากไม่ประจำที่ให้ดอกเบี้ยสูงสุดถึง 1.50 % เมื่อเทียบเท่าเงินฝากประจำ และ ยังมีเงินฝากออมทรัพย์คุ้มครองชีวิตที่นอกจากจะได้ดอกเบี้ยแล้วยังได้รับความคุ้มครองชีวิตสูงสุดถึง 25 เท่า หรือสูงสุดไม่เกิน 15 ล้านบาท โดยไม่ต้องตรวจสุขภาพ และไม่ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกัน โดยมีให้เลือก 2 แผน คือ ออมทรัพย์คุ้มครองชีวิตแผน 1 ฝากเงินขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท รับความคุ้มครอง 25 เท่าของยอดเงินฝากคงเหลือในบัญชี ก่อนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ 1 วัน (วงเงินคุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท) และ ออมทรัพย์คุ้มครองชีวิตแผน 2 ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป จ่ายดอกเบี้ยรายเดือน ฝากเงินขั้นต่ำเพียง 100,000 บาท รับวงเงินคุ้มครองสูงสุด 15 ล้านบาท ซึ่งทุกผลิตภัณฑ์ยังคงรักษาจุดเด่นของเงินฝากออมทรัพย์ที่มีความคล่องตัวสูง สามารถใช้บริการร่วมกับบัตรเอทีเอ็ม/เดบิต และบริการ LH Bank M Choice (Mobile Banking Application)ได้อีกด้วย
สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ไม่ชอบความเสี่ยงและต้องการผลตอบแทนที่แน่นอน LH Bank ก็มีแคมเปญเงินฝากประจำพิเศษ ที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงเพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้ โดยมีให้เลือก 3 แบบตามระยะเวลาในการฝาก คือ เงินฝากประจำพิเศษ 6 เดือน อัตราดอกเบี้ย1.65% ต่อปี ฝากขั้นต่ำ 100,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 50,000,000 บาท และมีการจ่ายดอกเบี้ยเมื่อครบกำหนด เงินฝากประจำพิเศษ 12 เดือน ด้วยอัตราดอกเบี้ย 1.75% ต่อปี และ เงินฝากประจำพิเศษ 24 เดือน 1.85% ต่อปี ฝากขั้นต่ำ 500,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 20,000,000 บาท และมีการจ่ายดอกเบี้ยรายเดือนหักเข้าบัญชีออมทรัพย์อัตโนมัติ
อย่างไรก็ตามในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้มีการพูดถึงแนวคิดที่ว่าการออมสามารถทำได้ทุกช่วงชีวิต หรือ Life Stage ซึ่งคุณวุฒิชัยมองว่า เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการวางแผนการออมในทุกช่วงชีวิตหากเกิดขึ้นในช่วงที่อายุน้อยย่อมได้เปรียบ กล่าวคือยิ่งออมไวยิ่งได้เปรียบ นอกจากผลิตภัณฑ์เงินฝากออมทรัพย์แล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์กองทุนที่ LH Bank เปรียบเสมือน Fund Supermart ที่สามารถคัดสรรกองทุนที่มีคุณภาพเพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้าจาก 14 บลจ. โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทุนของ บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่มีการออกแบบกองทุนให้ตอบโจทย์ลูกค้าในแต่ละช่วงเวลา ได้เป็นอย่างดี เช่นกองทุน LHIP และ LHSMART ซึ่งเป็นกองทุนรวมที่สามารถทนต่อความผันผวนของตลาดได้ค่อนข้างดีกว่ากองทุนผสมหุ้นอื่น มีค่าความผันผวนด้านอื่นต่ำ จากสภาวะตลาดหุ้นขณะนี้ที่ยังผันผวนตามความกังวลเรื่องสงครามการค้าและเงินทุนไหลออกของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ส่งผลให้ปีนี้ SET Index ปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดที่ 1,850 จุด มาที่ 1,585 จุด คิดเป็นการปรับตัวลดลง 265 จุด หรือมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) -14% ดังนั้นจะเห็นว่ากองทุนที่มีการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และตราสารหนี้ ที่มีกระแสเงินสดให้แก่กองทุนอย่างต่อเนื่องได้แก่ เงินปันผลและดอกเบี้ยรับซึ่งเป็นแหล่งที่มารายได้หลักสำหรับกองทุนจะให้ผลตอบแทนที่มีความผันผวนน้อยกว่าการลงทุนในกองทุนหุ้น ในขณะที่ปีหน้าหากตลาดหุ้นกลับมา perform ก็จะเป็น upside gain ของกองทุน