ประกันชีวิตกับการสร้างความมั่งคั่งเป็นเรื่องเดียวกัน
กับคำถามว่า ประกันชีวิตกับการสร้างความมั่งคั่งเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ คุณสมโพชน์ ให้ความเห็นว่า การประกันชีวิตเป็นการสร้างความมั่งคั่งบนความเสี่ยงที่ค่อนข้างต่ำ แต่การสร้างความมั่งคั่งมิติอื่นๆ เสี่ยงสูงกว่า ซึ่งบนความเสี่ยงสูงกว่า มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนมากกว่าอยู่แล้ว
“ความจริงเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ถ้าเราบริหารจัดการให้มีความเหมาะสม เช่น เงินเดือนเท่านี้ ออมเพื่อป้องกันความเสี่ยงสัก 20% ก็ได้ ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องจำเป็น”
กับคำแนะนำเรื่องการสร้างความมั่งคั่ง คุณสมโพชน์ กล่าวว่า สิ่งที่พยายามรณรงค์มาตลอด คือ ทำอย่างไรให้สังคมไทยมีการออม เพราะถ้าไม่มีการออม ก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องความมั่งคั่งแน่นอน รวมทั้งเพิ่มเติมด้วยว่า สำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ปี 2564 จะมีคนไทยที่มีอายุเกิน 60 ปี 13 ล้านคน หรือ 20% ของประชากรทั้งประเทศ หรือทุกๆ 5 คน จะมีคนอายุ 60 ปี 1 คน
“คำถามคือ 13 ล้านคนนั้น มีความพร้อมที่จะอยู่ก่อนการเสียชีวิตในอนาคตสักกี่คน 1 ล้าน หรือ 2 ล้านคน หรือเปล่า วันนี้ สิ่งที่ภาครัฐต้องตระหนัก คือ ความจำเป็นของการออมเงิน ปลูกฝังให้รู้จักเก็บออม ถ้ารู้จักเก็บออม ก็จะไม่เดือดร้อนในบั้นปลาย สำคัญที่สุด คือ ต้องรณรงค์ว่า คนไทยต้องรู้จักออมให้มากขึ้น ไม่ใช่รู้จักแต่ใช้เงิน"
ขณะที่คำแนะนำการทำประกันชีวิต รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า หากต้องการสร้างความมั่งคั่ง ก็ต้องออม และการประกันชีวิต ก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่งคั่ง
"ข้อดีของการประกันชีวิต คือ ไม่สามารถถอนได้ทุกวัน เป็นการเก็บออม ที่ได้รับความคุ้มครองด้วย ประกันความเสี่ยงให้ครอบครัวด้วย ประกันสุขภาพด้วย สุดท้ายตอนจบ มีเงินก้อนมีเงินเก็บ ตอนนี้คนก็เลยชอบที่จะซื้อประกันแบบเพนชั่นหรือบำนาญมากขึ้น" คุณสมโพชน์ สรุป
ในฐานะที่ปรึกษาในการช่วยวางแผน เตรียมความพร้อมรับมือการเจ็บป่วยด้วยโรคร้าย อุบัติเหตุ รวมถึงการใช้ชีวิตหลังเกษียณของลูกค้า และครอบครัวอันเป็นที่รัก ให้มีหลักประกันที่มั่นคง และอุ่นใจ หากมองจากปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวข้างต้น การทำประกันจึงมีความสำคัญเพิ่มขึ้นทบทวี
การวางแผนการเกษียณอายุต้องไม่มีความเสี่ยงจากการลงทุนมาเกี่ยวข้อง เพราะชีวิตหลังการเกษียณ
เราต้องมีความมั่นคงในชีวิตตลอดไป