ปัจจุบัน เจ้าของแบรนด์สินค้าแต่ละแบรนด์จะมีการเลือกไซส์ที่วางขายในช่องทางแต่ละช่องทางไม่เหมือนกัน โดยหลักๆ แล้ว จะมีการแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบคือ แพ็กไซส์เฉพาะที่วางขายในร้านค้าดั้งเดิม แพ็กไซส์สำหรับโมเดิร์นเทรด และแพ็กไซส์ที่ขายในช่องทางคอนวีเนียนสโตร์
ยักษ์ใหญ่อย่างยูนิลีเวอร์ คือตัวอย่างได้ดีของการนำกลยุทธ์ “ไซส์ซิ่ง” เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการแข่งขัน โดยเมื่อร่วม 10 ปีที่แล้ว ยูนิลีเวอร์ มีการกำหนด Sizing Strategy อย่างเป็นกิจจะลักษณะและรูปแบบชัดเจนทั้งในเรื่องของการใช้ไซส์ที่เหมาะสมกับช่องทางการจัดจำหน่าย พฤติกรรม และไลฟ์สไตล์การซื้อของผู้บริโภค
ไม่เพียงเท่านั้น “ไซส์ซิ่ง” ยังถูกใช้เป็นทั้งตัว ”รับมือ” “ตีโต้” และ “เบรกเกม” ของคู่แข่งขันด้วย ย้อนไปเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว คู่แข่งขันสำคัญของยูนิลีเวอร์อย่าง พีแอนด์จี มีการใช้กลยุทธ์ไซส์ซิ่งในตลาดแชมพู คือมีการออกไซส์ขนาด 90 มล. เพื่อขยายการใช้ของตลาดแชมพูระดับพรีเมียมทั้งที่เป็นบิวตี้และขจัดรังแค โดยมีการลดราคาของแชมพูแพนทีนขนาด 80 - 90 มล. ลงจาก 39 บาท เหลือ 20 บาท รวมถึงแชมพูขจัดรังแค เฮดแอนด์โชวเดอร์จาก 46 บาท เหลือ 29 บาท
ยูนิลีเวอร์ก็มีการส่งแชมพูโดฟ และเคลียร์ในขนาดเดียวกันลงประกบพร้อมทั้งเข้าไปจัดดิสเพลย์ในช่องทางขายที่เป็นร้านโชวห่วยและร้านมินิมาร์ท ที่พีแอนด์จี เข้าไปทำก่อนหน้า เป็นการเปิดเกมโต้เพื่อตามประกบไม่ให้คู่แข่งขันทำตลาดได้สะดวก เราๆ ท่านๆ ที่คุ้นเคยกับร้านในสไตล์โมเดิร์นเทรดอย่างซูเปอร์มาร์เก็ตหรือไฮเปอร์มาร์เก็ต คงไม่ได้เห็นการขับเคี่ยวกันในเรื่องนี้เท่าไร แต่ถ้าลองเข้าไปสังเกตตามร้านมินิมาร์ทในต่างจังหวัด จะเห็นยูนิลีเวอร์เล่นเกมตีโต้นี้มาตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว
ในครั้งนั้น ยูนิลีเวอร์ ยังเบรกเกมของพีแอนด์จี ในการเข้ามาสร้างผลักดันดันสินค้าในช่องทางการขายผ่านเทรดิชั่นนัลเทรดอีก ด้วยการจัดโปรโมชั่นของแชมพูขนาดซองแบบต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่โปรโมชั่นชิงเงินล้านกับแชมพูขนาดซองที่มีสัดส่วนการขายประมาณ 10% ของตลาดแชมพูโดยรวม โดยยูนิลีเวอร์ ทุ่มงบ 20 ล้านบาท จัดโปรโมชั่น มีเป้าหมายมากกว่าการกระตุ้นการขาย เพราะซันซิลต้องการที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อของคนต่างจังหวัดรอบนอกที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่เคยซื้อแชมพูซองขนาด 7 ML ในราคาซองละ 2 บาท ทีละ 2 ซอง มาสู่การซื้อแชมพูขนาดซอง 12 ML ในราคาซองละ 3 บาท เพียงซองเดียว ซึ่งเป็นหนึ่งในความพยายามที่จะเพิ่ม Value ให้กับตลาดแชมพูที่มีการขยายตัวไม่มากนัก
ย้อนไปในช่วงเวลาก่อนหน้านั้น พฤติกรรมการซื้อของคนต่างจังหวัดส่วนใหญ่มักจะซื้อทีละ 2 ซองเพื่อให้พอสระสำหรับคนผมยาว ยูนิลีเวอร์ต้องการเปลี่ยนมาตรฐานของตลาดในเรื่องราคาใหม่จากที่คนคุ้นกับราคาซองละ 2 บาท มาเป็นซองละ 3 บาท จึงใช้โปรโมชั่นเปิดซองรับโชคที่มีรางวัลมูลค่าสูงถึง 20 ล้านบาท เป็นตัวสร้างแรงดึงดูดในการเปลี่ยน ประกอบเป็นช่วงเวลาที่ยูนิลีเวอร์มีการลอนช์แชมพูซันซิลสูตรใหม่คือ โยเกิร์ตพอดี จึงใช้โปรโมชั่นมาเป็นตัวช่วยในการสร้างกระแสอีกทางหนึ่ง
เป้าหมายสำคัญอีกอย่างก็คือ การใช้โปรโมชั่นในครั้งนี้ เบรกเกมคู่แข่งสำคัญอย่างพีแอนด์จี ที่กำลังโหมเข้ามาอัดในเรื่องราคาผ่านทางยี่ปั๊วเพื่อให้เกิดการ Pull ของสินค้าจากยี่ปั๊วสู่ร้านค้าย่อย นอกจากาการออกแชมพูระดับพรีเมียมในไซส์ขวดเล็ก 80 – 90 มล.พร้อมดัมพ์ราคาลงมาแล้ว พีแอนด์จี ยังมีการออกแชมพูและครีมนวดผมรีจอยส์ที่ถูกวางไว้ชนกับซันซิลโดยตรงในขนาดซอง 2 บาท เพื่อเล่นกับผู้บริโภคในต่างจังหวัดโดยตรงอีกด้วย ซึ่งยูนิลีเวอร์ยังมีการต่อเนื่องเกมด้วยการออกแชมพูขนาดซองปริมาณเท่ากับซอง 2 บาท 6 ซอง แต่ขายเพียง 10 บาท ในช่วงเวลาถัดมาอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม การปะทะกันในครั้งนั้น เป็นที่มาของการเปลี่ยโฉมหน้าของตลาดแฮร์แคร์ในต่างจังหวัด เพราะแชมพู และครีมนวดในขนาดขวดเล็ก 80 – 90 มล.ที่มีราคาขาย 20 – 29 บาท นั้น ได้กลายมาเป็นขนาดมาตรฐานของตลาด ซึ่งถือเป็นไปตามมาตรฐานความเป็นอยู่ของคนต่างจังหวัดที่ดีขึ้น จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้นั่นเอง