ข้อจำกัดของการทำตลาดน้ำปลาก็คือ ความเป็นสินค้า “Commodity Product” ที่มองหาความต่างของตัวสินค้าค่อนข้างยาก เนื่องจากเป็นสีดำและมีรสเค็มเหมือนกันหมด การใชกลยุทธ์ราคาของสินค้าหลายๆ แบรนด์รวมถึงเฮ้าส์แบรนด์ จึงยังได้ผล สงครามราคาเลยกลายเป็นแนวรบใหญ่ที่ยังแข่งขันกันอย่างรุนแรงตลอดมา
เมื่อรวมเข้ากับพฤติกรรมการซื้อของคนไทย ที่คุ้นชินกับสินค้าประเภทนี้มานานว่า น้ำปลาจะต้องขายความเค็ม และมักจะหยิบแบรนด์ที่คุ้นหน้าคุ้นตาออกจากเชลฟ์ ทำให้ ทิพรส ซึ่งเป็นแบรนด์เก่าแก่ที่ทำตลาดน้ำปลามีแบรนด์มานาน ยังคงเป็นเจ้าตลาด เบอร์สองคือปลาหมึก ซึ่งทั้ง 2 แบรนด์ มีส่วนแบ่งตลาดรวมกันกว่า 70% โดยส่วนแบ่งตลาดจะอยู่ในระดับนี้มาหลายปี และทั้ง 2 แบรนด์ ก็เป็น 2 แบรนด์หลักที่ยังมีความเคลื่อนไหวทางการตลาดอยู่ แม้จะไม่มากนักก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดน้ำปลามีแบรนด์ เมื่อผู้เล่นรายเก่าแก่ของตลาดอย่างปลาหมึกและน้ำปลาตราราชาหันมาฉีกตลาดสร้างสีสันใหม่อีกครั้ง โดย ตราปลาหมึก แตกบริษัทใหม่คือบริษัท สินวารีพัฒนา จำกัด เพื่อทำแบรนด์น้ำปลาตัวใหม่ “เมกาเชฟ” น้ำปลาระดับซูเปอร์พรีเมียมที่มีราคาขายต่อขวดประมาณ 40 บาท ลงตลาด เพื่อขยายฐานมาสู่กลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง เรียกได้ว่า เป็นการผลักดันน้ำปลาระดัลพรีเมียมให้ก้าวจากครัวเรือนของครอบครัวทั่วไป มาสู่คอนโดมิเนียมของคนรุ่นใหม่ ด้วยจุดขายของการมีกลิ่นคาวน้อยกว่าน้ำปลาปกติ แถมมีโปรตีนและรสชาติที่ดีกว่า
การอยู่ในวังวนของสงครามราคา เมื่อบวกเข้ากับคุณสมบัติของตัวสินค้า ที่มีกลิ่นค่อนข้างแรง แม้จะเป็นเครื่องปรุงพื้นฐานของการทำอาหารหลายๆ ประเภทก็ตาม แต่ภาพของสินค้าประเภทน้ำปลายังออกมาเป็นสินค้าที่ดูไม่ทันสมัย จึงไม่สามารถแทรกเข้าไปอยูในกระแสของคนรุ่นใหม่ในตลาดระดับพรีเมียมได้ต่างจากซอสปรุงรส ที่ปัจจุบัน สามารถแตกเป็นสินค้าพรีเมียมเพื่อเล่นกับคนรุ่นใหม่ได้
ประกอบกับ การทำตลาดน้ำปลามีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง เมื่อตลาดถูกคอนโทรลด้วยกลไกราคา ทำให้ผู้เล่นหลายรายไม่สามารถจะขยับอะไรออกมาได้มากนัก การขยายฐานออกมาเพื่อสร้างตลาดพรีเมียมที่มีราคาขายต่อขวดใหญ่ประมาณ 30 - 40 บาท จึงเป็นทางออกที่ดีในการหนีวังวนของสงครามราคาที่อยู่คู่ตลาดนี้มานาน
ที่ผ่านมา ความจริงจังในการสร้างตลาดของน้ำปลามีไม่เท่ากับซอสปรุงรส จึงทำให้ภาพของซอสปรุงรสออกมาดูพรีเมียมกว่าน้ำปลาที่ยังมีวังวนอยู่ในสงครามราคาถูก ทั้งที่ต้นทุนในการผลิตของน้ำปลามีสูงกว่า การลิมิตในเรื่องราคาทำให้น้ำปลาไม่สามารถจะขยับไปไหนได้ ทั้งๆ ที่น้ำปลาสามารถทำสินค้าที่ดีกว่าที่มีอยู่ได้ จากเหตุผลดังกล่าว ทำให้เมกา เชฟ มองเห็นโอกาสและหันมาสร้างตลาดน้ำปลาระดับพรีเมียมอย่างจริงจัง โดยจะขายความแตกต่างในเรื่องของคุณภาพของสินค้า เพื่อขยายฐานมาเล่นกับคนรุ่นใหม่ที่เริ่มจะเปลี่ยนการบริโภคน้ำปลาไปสู่ซอสปรุงรสที่มีภาพดีกว่า